สอนวิธีกำหนดลมหายใจ
                                                      ( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร )
             

                          ขณะที่เรากำหนดลมหายใจจะต้องสังเกตด้วยว่าลมหายใจเรามีอาการยังไง  ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกมีความยาวเท่ากันหรือต่างกัน  ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกมีความหนัก-เบาเท่ากันหรือต่างกัน  ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกมีรูปร่างเหมือนกันหรือต่างกัน สุดลมหายใจเข้ากับต้นลมหายใจออกติดต่อกันหรือขาดช่วง  ต้นลมจนถึงสุดลมหายใจเข้ามีช่องว่างหรือติดต่อกันเป็นสาย  ต้นลมจนถึงสุดลมหายใจออกมีช่องว่างหรือติดต่อกันเป็นสาย  
                          ต้นลม-กลางลม-สุดลมของลมหายใจเข้า-ออกเป็นส่วนเดียวกันหรือแยกเป็นคนละส่วน  ต้นลม-กลางลม-สุดลมของลมหายใจเข้า-ออกเป็นกลุ่มก้อนหรือกระจัดกระจาย  อาการที่ปรากฏมีความหนาทึบหรือโปร่งบาง  มีลักษณะเย็น ร้อน อ่อน หรือแข็ง?  อาการที่ปรากฏมีลักษณะคงที่หรือไม่แน่นอน   มีลักษณะคล้อยตามหรือต้าน   มีอาการสะดุดหรือสม่ำเสมอ  เป็นอาการที่เกิดขึ้นเองหรือพยายามที่จะให้เป็น   เป็นอาการที่บังคับได้หรือไม่ได้  เป็นอาการที่ต้องคอยประคับประคองหรือเป็นไปโดยสภาวะ   
                          เป็นลมหายใจที่ยังขึ้นอยู่กับคำสั่งหรืออยู่นอกคำสั่ง  เป็นลมหายใจที่ยังรู้สึกว่าเป็นของเราอยู่หรือไม่มีเจ้าของ  เป็นลมหายใจที่ถูกบรรจุอยู่ในรูปหนาทึบหรือโปร่งบาง  อาการที่เกิดขึ้นกับสติ
(ความรู้สึก) เป็นอาการอย่างเดียวกันหรือต่างกัน  เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  มีรูปร่างสีสันหรือไม่  มีตัวตนเป็นผู้รับรู้หรือไม่  สิ่งเหล่านี้จะต้องมีสติคอยสังเกต  
                          ลมหายใจกับความรู้สึกเป็นส่วนเดียวกันหรือเปล่า  ความรู้สึกอยู่ใกล้หรืออยู่ไกลจากลมหายใจ  อยู่ในตำแหน่งเดียวกันหรือเคลื่อนย้ายที่  เป็นลักษณะเคลื่อนย้ายที่ๆมีระยะทางหรือปรากฏทันทีที่รับรู้อารมณ์   อาการรับรู้มีความชัดเจนตลอดเวลาหรือแตกต่างกัน  ความรู้สึกกับลมหายใจอยู่ในตำแหน่งเดียวกันหรือห่างกัน  เป็นอาการรู้ชัดอยู่ในความรู้สึกหรือเห็นชัด  ถ้าหากในขณะเดียวกันสามารถรู้ชัดและเห็นชัดอยู่ในความรู้สึกได้  เรียกอาการนี้ว่ารู้ชัดในรู้  รู้ชนิดนี้เห็นและเข้าถึงอาการพระไตรลักษณ์ได้ 
                          อาการพระไตรลักษณ์อาศัยอารมณ์ปัจจุบัน  ทุกครั้งที่อารมณ์ปรากฏอยู่ในความรู้สึก  ลองสังเกตดูว่าขณะนั้นมีตัวตนหรือเปล่า  ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าไม่มีตัวตน  ให้พิจารณาต่อไปอีก ที่ว่าไม่มีตัวตนนั้นเกิดจากการคิดเพื่อไม่ให้มี  หรือเกิดจากสภาวะประกาศตัวมันเองว่าไม่มี  เกิดขึ้นในทันทีหรือต้องกลับมานึกคิดใหม่  พยายามที่จะไม่ให้มีหรือไม่มีในความว่าง ในความรู้สึกของจิตที่ว่าง  อันนี้คือสิ่งที่ต้องสังเกตต้องพิจารณา  ยิ่งสังเกตยิ่งพิจารณาสภาวะที่เกิดขึ้นก็ยิ่งละเอียด  ปัญญาญาณยิ่งชัดเจน  ญาณต่างๆเกิดจากความชัดเจนของสภาวะในขณะที่กำลังกำหนด
                          ขณะที่รู้อยู่ในความว่าง  จะต้องรู้ถึงเจตนาที่รับรู้นั้นด้วยว่า  มีเจตนาที่จะจับที่ความว่างอย่างเดียว?  มีเจตนาที่จะจับที่อาการเกิด-ดับของความว่าง?  มีเจตนาจะจับที่พลังความว่าง?  มีเจตนาที่จะพิจารณาศึกษาความเป็นไปของความว่างนั้น?  ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน  ต้องมีเจตนาทุกครั้ง  ไม่ใช่อยู่ๆก็ว่างอยู่ๆก็เกิดขึ้นแล้ว  ต้องมีเหตุผลต้องมีที่มาแห่งความว่างนั้น ทำไมถึงว่าง?  ในความว่างนั้นมีอะไรหายไปบ้าง? ความว่างเกิดขึ้นได้อย่างไร?  ความว่างนั้นเป็นอาการของรูปหรือนาม?  ความว่างที่ปรากฏสามารถเจริญฌานได้หรือเปล่า?  ความว่างที่ปรากฏสามารถเจริญวิปัสสนาได้หรือเปล่า?  พลังความว่างมีจริงมั้ย?  แล้วเราเจริญพลังความว่างเพื่อประโยชน์อะไร?  
                          ถ้ามีเจตนาที่จะดูพลังนั่นเป็นการเจริญพลัง  มีเจตนาที่จะดูอาการเกิด-ดับของความรู้สึกฯ  เป็นการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา สองอย่างนี้ต้องชัดเจน  เมื่อไรที่เราเห็นอาการเกิด-ดับของความรู้สึก  รูป-นามก็จะตื่นตัวและมีกำลังมากขึ้น  มีเจตนาจะดูพลังจะต้องไม่เน้นดูอาการเกิด-ดับ  ให้จับที่บรรยากาศของความรู้สึกที่ว่างนั้นว่า มีความสงบหนาแน่นมั้ย?  สังเกตว่ามีพลังมากน้อยเข้มข้นแค่ไหน  นี่คือมีเจตนาที่จะดูพลัง  สองอย่างนี้อาจจะเลือกสลับกัน  หรือจะเลือกเจริญเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาในขณะนั้นๆ
                                                                                                                               
                                                                                                                                                    เรียบเรียงโดย  แม่ครูนราวรรณ กุลธรชุติภาส

                                 

สอนวิธีเจริญสติ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘
   ( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร )

               เมื่อเกิดความรู้สึกเหนื่อย เพลีย ซึมๆ  ขยายความรู้สึกให้กว้างไม่ได้  ให้จับที่ความรู้สึกไม่ต้องขยาย  ความรู้สึกอยู่ตรงไหนก็จับตรงนั้น  ความรู้สึกอยู่ใกล้รูปก็ให้จับความรู้สึกที่อยู่ใกล้รูป  ความรู้สึกอยู่ในรูปก็ให้จับความรู้สึกที่อยู่ในรูป  จับความรู้สึกได้แล้วตัวตนจะหายไป  เมื่อไม่มีตัวตนความรู้สึกก็จะกว้างออกเอง  สติจะใสขึ้นตื่นตัวขึ้นเอง  ให้เอาความรู้สึกที่ใสตื่นตัวนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อ  ถ้าเอาความรู้สึกที่ใสตื่นตัวนั้นไปวางข้างหน้าอย่างเดียว  ก็จะเป็นไปเรื่อยๆอยู่อย่างนั้น  ความใสตื่นตัวก็จะค่อยๆอ่อนกำลังลง  จะต้องจับที่ความรู้สึกที่ใสตื่นตัวที่วางอยู่ข้างหน้าอีกต่อหนึ่ง  เพราะนั่นคือการกำหนดดูจิตในจิต  เมื่อทำอย่างนี้จะรู้สึกถึงความรู้สึกที่มีกำลังมากขึ้น  จากนั้นต้องรู้ถึงเจตนาที่จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรต่อด้วย   ไปกำหนดรู้อารมณ์  ไปกำหนดรู้เสียง ไปกำหนดรู้ความคิด  ไปกำหนดรู้อิริยาบถย่อย  ต้องกำหนดรู้อย่างนี้ไม่งั้นเหมือนกับไม่ได้ทำอะไร  แค่ยกจิตขึ้นสู่ความรู้สึกทำให้ตื่นตัวแล้วก็ธรรมดา ไม่ได้เจาะสภาวะ  ต้องกำหนดรู้อาการต่างๆที่เกิดขึ้น  จะต้องสานต่อไปเลย  เอาพลังจิตตัวนี้มาใช้ประโยชน์ไม่งั้นไม่เกิดประโยชน์  
                         ขณะเปลี่ยนอิริยาบถย่อยก็ต้องจับที่ความรู้สึกต้องทำให้ต่อเนื่อง  กำหนดไม่ต่อเนื่องความรู้สึกที่ใสตื่นตัวจะลดลงเรื่อยๆที่สุดแล้วก็เฉยๆ  ขณะที่นั่งต้องมีเจตนาที่จะรู้ว่าเรานั่งทำอะไร  จิตทำงานนะ กายพักไม่ทำจิตต้องทำไม่งั้นไม่ตื่นตัว  ขณะที่กายไม่ได้ทำงาน  จิตต้องกำหนดรู้ถึงการไม่ทำของกาย  จิตต้องกำหนดรู้ถึงการพักของกาย  ไม่งั้นพอกายไม่ทำกายสงบนั่งเฉยๆ  แล้วจิตไม่ทำงานด้วย คือจิตไม่พิจารณาสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น  เมื่อจิตไม่ทำงานก็หยุด  พอหยุดก็จะเฉื่อยลงๆ  ถ้าจิตเรายังมีการกำหนดพิจารณาสภาวะ   มีการพิจารณาอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นว่ามีอาการอย่างไร  ขณะที่รูปมีการเปลี่ยนแปลง นามหรือความรู้สึกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร  ขณะที่เห็นว่ารูปมีการเปลี่ยนแปลง  ความรู้สึกที่ใสตื่นตัวนั้นมีกำลังมากขึ้นหรือน้อยลง  ความรู้สึกที่ทำหน้าที่กำหนด  ในแต่ละครั้งแต่ละขณะมีช่องว่างหรือติดกัน  รูปมีอาการเกิด-ดับ  จิตมีอาการเกิด-ดับหรือไม่ 
                         เมื่อจิตเราทำงานตลอดเวลาก็จะมีความตื่นตัวต่อๆไปเรื่อยๆ  สติก็จะมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ  สภาวญาณก็จะก้าวหน้าขึ้นชัดเจนขึ้นด้วย  กำลังความใสตื่นตัวบางครั้งก็ดีบางครั้งก็ตก  เกิดจากไม่ได้พิจารณาสภาวะอย่างต่อเนื่อง  มีสมาธิอย่างเดียวไม่มีความตื่นตัวสติก็อ่อนก็เฉื่อย  เมื่อต้องการให้จิตตื่นตัวให้เพิ่มตัวมุ่งพร้อมกับกำหนดทิศทาง  ทิศทางก็คืออารมณ์ที่ต้องการกำหนดรู้  ความตื่นตัวก็มีกำลังมากขึ้น  ทำให้รูป-นามคล่องแคล่วขึ้น  เมื่อสติ สมาธิสมดุล ปัญญาก็เกิด  แต่ถ้าสมดุลกันแล้วไม่พิจารณาไม่กำหนด ปัญญาก็ไม่เกิดอีก  ต้องพิจารณาอาการอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วย  พิจารณาลักษณะการเปลี่ยนแปลง  หรือพิจารณาอาการเกิด-ดับของสภาวะที่เกิดขึ้น  สภาวญาณก็จะปรากฏชัดขึ้น ความสงบ นิ่งๆ เฉยๆ คือสมาธิเป็นการสงบจากอารมณ์  แต่ถ้ามีสติกำหนดด้วยก็จะเป็นการเจริญวิปัสสนา  จิตมีความตื่นตัวพร้อมที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้  พร้อมที่จะกำหนดรู้  พร้อมที่จะพิจารณาอารมณ์ต่างๆ  จิตชนิดนี้จะมีความเพียรมาก ไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายการงานที่ต้องทำ ต้องกำหนดรู้ ต้องพิจารณา ความซึมเซาไม่เกิดขึ้น  แต่ถ้าเป็นสมาธิที่สงบเงียบเฉยๆ  จะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยได้พักอย่างเดียว  อาการนิ่งสงบเป็นสมถะ  นิ่งสงบอย่างเดียวจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ตาม  ถ้าไม่เห็นอาการเกิด-ดับ  ก็จะเป็นสมถะที่มีแต่สมาธิ  เพราะไม่เห็นอาการเกิด-ดับของอารมณ์  วิปัสสนาปัญญาไม่เกิด  อาการพระไตรลักษณ์ไม่ปรากฏ  ในความนิ่งสงบจะต้องกำหนดรู้ถึงอาการนิ่งสงบด้วย  ความตื่นตัวจึงจะมีกำลังต่อเนื่อง 
                         ขณะที่ได้ยินเสียง เอาความรู้สึกเข้าไปกำหนดรู้ในเสียงนั้น  ก็จะรู้สึกว่าทั้งได้ยิน ทั้งเห็นอาการเกิด-ดับเปลี่ยนแปลงด้วย  เห็นบัญญัติและปรมัตถ์สลับกัน  เสียงที่ฟังรู้เรื่อง(รูปบัญญัติ) มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน  เป็นคนละส่วนกับความรู้สึกที่ทำหน้าที่กำหนดรู้  เสียงที่มีอาการเกิด-ดับ(รูปปรมัตถ์) ไม่เป็นกลุ่มก้อน  มีอาการเกิด-ดับพร้อมกับความรู้สึก   เมื่อยกจิตเข้าไปรู้อาการเกิด-ดับของเสียง  จะเห็นว่าอาการเกิด-ดับที่ปรากฏขึ้นในความว่างไม่มีรูปร่าง   นั่นเป็นอารมณ์ปรมัตถ์เป็นญาณสูงแล้ว  และถ้าหากรับรู้บัญญัติก็เป็นบัญญัติที่ไม่มีตัวตน เป็นญาณที่1  คือแยกรูปแยกนามได้แต่ไม่เห็นอาการเกิด-ดับ  แต่ถ้ามีเจตนาที่จะสังเกตอาการเกิด-ดับของอารมณ์ที่เกิดขึ้น  สภาวญาณต่อไปก็จะปรากฏให้เห็น  เห็นว่าเวลาเกิดๆอย่างไร เวลาดับๆอย่างไร  ถ้าสติมีกำลังเราสามารถที่จะยกจิตขึ้นสู่ญาณสูงได้เลย (อารมณ์ที่ละเอียดขึ้นไปอีก) หรือว่าจะเริ่มจากญาณต่ำก็ได้  ขึ้นอยู่กับเจตนาของเราในขณะนั้น  ถ้าเข้าไปรู้เข้าไปเกาะติดกับอาการปรมัตถ์เลย  ก็จะเข้าถึงญาณสูงได้อย่างรวดเร็ว  ทำอย่างนี้ได้สติต้องมีความใสคมชัดนะ  ต้องมีความตื่นตัวมีความนิ่ง จึงเกาะติดหรือจับอารมณ์นั้นได้  เวลาปฏิบัตินี่กำลังของเราขึ้นเป็นขณะๆเป็นลำดับ  ถ้ากำลังเราไม่ถึงเราไม่สามารถกระโดดไปถึงตรงนั้นได้ในทันที   ขึ้นได้นิดเดียวเดี๋ยวก็ตกลงมาเพราะกำลังไม่ถึง  จะเกาะติดอาการปรมัตถ์ไปได้ตลอดสติต้องมีกำลังมากเป็นพิเศษจริงๆ  
                         การที่เราไม่รู้ลักษณะญาณดีอย่างหนึ่งแล้วก็ไม่ดีอย่างหนึ่ง  ดีนั้นทำให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติ  ไม่ดีทำให้จิตตกได้ง่ายถ้าหากไม่สมหวัง  ที่ถูกให้รู้ว่าเป็นสภาวญาณก็พอ  ไม่ต้องไปรู้ว่าญาณนี้ ญาณ11 ญาณนี้12 ญาณ13  สุดท้ายเดี๋ยวจ้องแล้ว  จ้องเมื่อไหร่ตัวตนก็เกิดขึ้น  แต่ถ้าเรารู้ว่าอ๋อ! อันนี้เป็นลักษณะของสภาวะ  แล้ววิธีเข้าถึงสภาวะอันนี้ต้องทำอย่างนี้ ทำแล้วสภาวะจะก้าวหน้าได้เร็วขึ้นเพราะเหตุนี้  นี้คือสิ่งที่ต้องรู้ต้องเข้าใจ  เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้กำลังใจ ความเพียรก็เกิด  รู้ว่าเกาะติดสภาวะได้เมื่อไหร่โอกาสขึ้นญาณสูงก็เกิดขึ้น  มีแต่จิตที่ทำหน้าที่รับรู้ไม่มีเราเป็นผู้รับรู้  มีแต่รูปกับนามที่ทำหน้าที่เท่านั้น  ขณะกำหนดเสียง เสียงเป็นรูปความรู้สึกเป็นนาม  นามทำหน้าที่รับรู้เสียงไม่มีเราเป็นผู้รับรู้  มีแต่รูป-นามเท่านั้น  รูปเกิดขึ้นนามทำหน้าที่รับรู้แค่นั้นเอง นี่คือสภาวะ นี่คือธรรมชาติของรูป-นาม  พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา  นี่คือภาวะความเป็นอนัตตา  สภาวะเหล่านี้ถ้าพูดออกมาสื่อออกมาได้จะดีมากๆ  เมื่อตัวตนดับไปไม่มีเราแล้วเหลืออะไร  ก็เหลือแต่รูปกับนาม  เสียงเป็นรูปความรู้สึกเป็นนาม    
                        
 ขณะกำหนดเวทนาให้ขยายความรู้สึกให้กว้างกว่าเวทนา  แล้วจับที่ความรู้สึกที่รู้ในเวทนาเพียงอย่างเดียว แค่รู้สึกนะ  เมื่อมีอาการกระทบแล้วให้ปล่อยอาการนั้นผ่านรูป(ตัว) กระทบแล้วปล่อยให้ผ่านรูปๆ  ให้สังเกตดูว่าขณะที่ผ่านรูป(ตัว) อารมณ์นั้นผ่านในลักษณะอย่างไร ผ่านแบบแผ่วเบา ผ่านแบบวูบหาย ผ่านแบบเลือนหาย  หรือจะสังเกตตรงจุดกระทบก็ได กระทบแล้วมีอาการเป็นอย่างนี้ๆ  เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น อย่างนี้เรียกว่ากำหนดดูอาการ  ขณะที่รูปมีเวทนาจิตจะเป็นอุเบกขา  รูปมีอาการแปรปรวนไม่มีใครเบิกบานได้หรอก  แค่อุเบกขามีแต่อาการเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าพิเศษแล้ว  ธรรมชาติของจิตต้องทำหน้าที่รับรู้  ถ้าปรุงแต่งเป็นอกุศลก็เกิดกิเลสเกิดความทุกข์ขึ้นมาถ้าปรุงแต่งเป็นกุศลก็เกิดสุข  ขณะที่เกิดภาวะกดดันให้สังเกตดูว่า  อารมณ์ข้างนอกกดดันความรู้สึกใช่มั้ย ลองให้อารมณ์นั้นผ่านรูปไปจะรู้สึกอย่างไร  ให้พิจารณาสังเกตดูความกดดันที่อยู่ข้างหน้า  มีอาการผลักเข้ามาทำให้อึดอัดใช่มั้ย   พอรู้สึกอึดอัด 1. ให้ความกดดันนั้นผ่านรูปเราไปเลย 2. ขยายความกดดันให้กว้างออกแล้วให้เลยไปข้างหลัง  สังเกตดูว่าผ่านได้มั้ย  ผ่านได้ใช่มั้ย  ที่ว่าผ่านรูปความรู้สึกต้องกว้าง บาง หรือเบา อย่างใดอย่างหนึ่งถึงจะผ่านได้  ต้องทำความรู้สึกให้ว่างด้วยการปล่อยความรู้สึกให้กว้างออก  ให้แรงกดดันผ่านรูปไปอาการนั้นก็จะหายไป  อารมณ์บัญญัติ(ความเป็นกลุ่มก้อน) เป็นเหตุให้เรารู้สึกกดดัน  ความกดดันเกิดจากมีตัวตน  เมื่อต้องการดับความกดดันให้ใช้วิธีดับตัวตนก็ได้  เมื่อตัวตนหมดไปความกดันจะหายไปด้วย  เหตุหนึ่งที่ทำให้การปฏิบัติช้านั้น  เกิดจากไม่ได้เอาวิธีที่สอนไปใช้ต่อ ไม่ได้ทำต่อเนื่อง  เช่นบอกให้เอาความรู้สึกมุ่งเข้าไปกำหนดที่อาการ  มุ่งทีเดียวแล้วก็หยุดไม่ได้กำหนดต่อ  บางครั้งพอมีอาการอื่นเกิดขึ้นมุ่งครั้งเดียวแล้วก็หยุด  มุ่งเฉพาะอาการที่บอกอาการเดียว  พอบอกให้เอาความรู้สึกเกาะติดอาการ  เกาะได้ชั่ววันหนึ่งพอวันต่อไปไม่ทำต่อแล้ว  ไม่ได้เกาะอาการอีกไม่กำหนดต่อ  ตรงนี้แหละ บางทีพอไม่เกาะก็ถอยกลับมา  พอเกาะก็จะดีขึ้น  พอเกาะไม่ได้ก็ไม่พยายามที่จะเอาความรู้สึก เข้าไปเกาะอาการนั้นให้ได้  พยายามหาอาการหาอารมณ์ใหม่  ความใสของสติก็เลยมีอาการขึ้นๆลงๆ  สภาวญาณก็เลยไม่ก้าวหน้า  ญาณหมายถึงปัญญา ที่สามารถเข้าไปเห็นอาการพระไตรลักษณ์ในขณะนั้น  เห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของอารมณ์นั้นในขณะนั้น  
                         เมื่อขยายความรู้สึกให้กว้างกว่ารูปจิตจะมีกำลัง  พอจิตมีกำลังให้เอากำลังนั้นไปใช้ประโยชน์  ด้วยการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์หลักอย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น การเดิน เสียงที่ได้ยิน อาการของลมหายใจ อาการพอง-ยุบ หรือว่าอาการเกิด-ดับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย  ยกจิตเข้าไปเกาะติดกับอาการเกิด-ดับที่ปรากฏขึ้นมา  ต้องเข้าใจนะว่า  ต้องอาศัยอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(ความเย็น ร้อนอ่อน แข็ง หย่อน ตึง) ความรู้สึก หรือธัมมารมณ์   ไม่ใช่อยู่ๆก็เกิดแล้ว อยู่ๆก็เกิดแล้ว  อย่างนี้ไม่ดีต้องรู้ว่าเป็นอาการเกิด-ดับของอารมณ์อะไร กำหนดอารมณ์อะไรอยู่อาการเกิด-ดับจึงได้ปรากฏขึ้นมา  บางคนกำหนดอารมณ์หลักไม่ชัดเจน  พอหายปุ๊บจะกำหนดต่อไม่รู้จะกำหนดอะไรต่อ  เพราะไม่มีอารมณ์หลักที่ชัดเจนแน่นอน  กำหนดอารมณ์อยู่ มีเสียงปรากฏชัดขึ้นมาในความว่าง  จะต้องกำหนดเสียงที่อยู่ในความว่างนั้นทันที  เมื่อมีอาการเกิด-ดับเกิดขึ้น  ก็สามารถรู้ได้ในทันทีว่าเป็นอาการเกิด-ดับของเสียง  บางครั้งขณะกำหนดนั่งอยู่จะมีอาการคล้ายชีพจรเต้นตุ้บๆไม่มีรูป  แต่รู้สึกได้ถึงอาการเต้นนั้น  นั่นเป็นอาการของรูปละเอียด  ให้เอาความรู้สึกเข้าไปเกาะติดกับอาการเต้น  แล้วให้พิจารณาอาการเต้นนั้นมีอาการอย่างไร  เต้นสม่ำเสมอ เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็วไม่แน่นอน อาการเต้นยิ่งกำหนดยิ่งชัดยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น  หรือยิ่งกำหนดยิ่งละเอียดยิ่งเล็ก เป็นอาการเล็กลงเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องคงที่  เป็นอาการเล็กลงที่ไม่คงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ  ขณะที่กำลังกำหนดพิจารณาอาการเหล่านี้อยู่  ถ้าหากมีอารมณ์จรแทรกเข้ามา  ให้ไปกำหนดอารมณ์จรก่อน  ถ้าหากอารมณ์จรนั้นหมดไปก็ให้หลับมากำหนดอาการเต้นต่อ  วิปัสสนาต้องอาศัยอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งในการเจริญสติ  เพื่อให้เข้าถึงแก่นของอารมณ์นั้นๆ  เข้าถึงความไม่มีตัวตนในทุกๆอารมณ์ทุกๆอาการ  เพื่อยุติความสงสัยในรูป-นามขันธ์๕ ด้วยตนเอง  เป็นการยุติที่ไม่ได้เกิดจากการฟัง การคิด หรือจากความเชื่อ  เป็นการยุติที่เกิดจากการปฏิบัติ  รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง  
                         ขณะกำหนดเกิดอาการยิบๆข้างนอก  เป็นอาการของรูปละเอียด  ที่รู้สึกว่าอยู่ข้างนอกเกิดจากไม่มีตัวตน ไม่มีเรา  เราต้องรู้ว่าอาการนี้เป็นอาการของรูปอะไร  อย่างขณะที่เรากำหนดอาการนั่ง  เราจะเห็นว่าอาการนั่งเป็นกลุ่มก้อนมีรูปร่าง  รูปนั่งกับความรู้สึกเป็นคนละส่วน  มีความรู้สึกว่ารูปนั่งที่ถูกกำหนดรู้ไม่ใช่ตัวเรา  ส่วนความรู้สึกขณะนั้นยังเป็นเราอยู่  พอเป็นอย่างนี้จะต้องทำลายความรู้สึกที่ยังรู้ว่าเป็นเรา  ให้เอาความรู้สึกเข้าไปในความรู้สึกที่เป็นเรา  ความรู้สึกที่เป็นเราจะหายไป  เหลือแต่ความรู้สึกล้วนๆ  เป็นความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้เท่านั้น  รูปตัวก็ไม่ใช่เรา นามหรือความรู้สึกก็่ไม่บอกว่าเป็นเราหรือเป็นใคร  นามมีหน้าที่รับรู้เพียงอย่างเดียว  ต้องสังเกต ต้องกำหนดทุกขั้นตอนนะ  ทำอย่างนี้สติจะไม่หลุดจากอารมณ์ปัจจุบัน  กำหนดต่อไปรูปนั่งที่เป็นกลุ่มก้อนชัดเจน จะบางลงๆ ยิ่งกำหนดยิ่งบาง  จากที่มีรูปร่างมีหน้าตาก็เริ่มเลือน  กำหนดต่อไปอีกตรงนี้สำคัญนะ  รูปมีความบางมากขึ้นหน้าตาก็ค่อยๆหายไป  พอกำหนดไม่ทันปัจจุบันหน้าตาก็แวบขึ้นมาให้เห็นอีก  พอกำหนดได้ปัจจุบันหน้าตาก็หายไปอีก  พอสติอ่อนมากๆหน้าตา รูปร่างก็เป็นผืนเดียวกัน  เห็นชัดว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร  พอสติอ่อนลงมาอีกก็รู้เลยว่านั่นคือเรา  พอสติมีกำลังมากขึ้นก็เห็นแวบๆส่วนนั้นส่วนนี้อีก เห็นปุ๊บหายๆ  แค่รู้ว่าเป็นตาแต่ยังไม่บอกว่าเป็นตาของใคร  แค่รู้ว่าเห็นยังไม่บอกว่าเห็นอะไรก็แวบหาย  ถ้านึกก็ยังนึกออกว่าเป็นอะไรหรือเป็นใคร  บางครั้งเห็นตาแวบขึ้นมานิดนึงแล้วแวบหายไปอย่างรวดเร็ว  อาการที่รู้ถึงส่วนนั้นส่วนนี้จากที่เกิดบ่อยก็ค่อยๆน้อยลงๆ  เป็นอาการน้อยลงที่อยู่นิ่งๆ  หลังแวบหมดจะมีอาการนิ่งๆ  สลับอยู่อย่างนี้จนกว่าสติจะมีความใสมากขึ้น  รูปที่นิ่งก็เริ่มมีอาการยิบๆ  นี่คือการเข้าไปรู้ เข้าไปเห็นถึงธรรมชาติของรูป  ต้องรู้ให้ละเอียดอย่างนี้จึงจะเรียกว่ากำหนดต่อเนื่อง  
                         บางครั้งเรานั่งหลับตาปุ๊บเหมือนกับรูปเรากว้างออกใหญ่ขึ้น  อาการนี้จะเกิดขึ้นได้ความรู้สึกของเราต้องอยู่ข้างในหรืออยู่หลังรูป(รูป)  รู้สึกมั้ยว่ารูปเราใหญ่ไม่ใช่หนานะ  พอไม่มีตัวตนไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเรา  อาการยิบๆเกิดขึ้นจึงรู้สึกว่าอยู่ข้างนอก  อาการยิบๆเป็นอาการของรูปละเอียด(ตัว)  เราต้องรู้ว่าจิตเราอยู่ในรูปหรือว่านอกรูป  รู้สึกมั้ยว่าอยู่หลังรูปบัญญติ(รูปตัว)  แต่ขณะเดียวกันเหมือนกับอยู่ข้างในรูปละเอียด  ทำไมจึงรู้ว่าอาการยิบๆที่เกิดขึ้นในความว่างที่เราเห็น เป็นอาการของรูปอะไร  เกิดจากเรามีสติกำหนดต่อเนื่อง  เห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปเป็นขั้นเป็นตอน  เกิดความมั่นใจเราจึงบอกได้ว่าเป็นอาการของอาการอะไร  อาการยิบๆเป็นอาการเปลี่ยนแปลงของรูปที่กำลังกำหนดอยู่  ไม่ใช่อยู่ๆก็เกิดขึ้นๆ  ต้องรู้ด้วยนะ อาการยิบๆเป็นอาการของรูปไม่ใช่นาม(ความรู้สึก)  ถ้าเป็นความรู้สึกจะไม่มีอาการยิบๆหรอก  ความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นหนึ่งครั้ง(จิตหนึ่งดวง) จะดับครั้งเดียว  อาการยิบๆเป็นอาการแตกกระจายของรูปบัญญัติ  นามแตกกระจายไม่ได้มีแต่ดับอย่างเดียว สังเกตดูนะ  จับที่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้เสียง  ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้มีอาการแตกกระจายมั้ย  เมื่อสังเกตจะเห็นว่า ที่แตกกระจายนั้นเป็นรูปไม่ใช่ความรู้สึก  ที่บอกว่าเป็นรูปเพราะอาการแตกกระจายรับรู้ไม่ได้  ความรู้สึกรับรู้ได้ รับรู้ทีเดียวแล้วก็หมด  ความรู้สึกจึงไม่แตกกระจาย  คำว่าแตกกระจายกับขยายกว้างออกก็ไม่เหมือนกันนะ  แตกกระจายจะไม่เป็นกลุ่มก้อนรูปร่าง  ขยายกว้างไม่มีอาการยิบๆอาการยิบๆเกิดจากรูปไม่รวมตัว  ขยายกว้างออกเกิดจากการรวมตัวของรูป  ขณะที่มีอาการยิบๆแตกกระจายออก  ความรู้สึกที่รับรู้จะรับรู้ถึงอาการแตกกระจาย  แต่ความรู้สึกไม่แตกกระจาย  แตกกระจายเป็นพรุเป็นอาการของรูปไม่ใช่ความรู้สึก แตกเป็นเหมือนเม็ดฝนระยิบระยับไปหมดเป็นอาการของรูป  แตกออกเป็นเสี่ยงๆเป็นอาการของรูป   พุ่งขึ้นมาแล้ววูบหายไปเป็นอาการของรูป  แตกเป็นหย่อมๆเป็นอาการของรูป  อาการไหวๆเป็นอาการของรูป  ไหวในลักษณะเป็นเงาๆเป็นอาการของรูป  ไหวแบบรู้บ้างไม่รู้บ้างเป็นอาการของนาม(ความรู้สึก)  รู้แบบหายๆเป็นอาการของนาม  ถ้าเอาความรู้สึกเข้าไปเกาะติดกับอาการก็จะเห็นชัดขึ้น  ให้เกาะติดอาการด้วยการจับที่ความรู้สึกที่รู้ถึงอาการไหวๆ  อาการไหวๆจะค่อยๆลดน้อยลง  ให้จับความรู้สึกที่รู้ถึงอาการค่อยๆลดน้อยลงนั้นต่อ  จากนั้นก็จะมีอาการคล้ายเป็นแผ่นใสๆแยก
 ส่วนออกแล้วหายไปๆ  อันนี้เป็นอาการของรูปนะไม่ใช่ความรู้สึก  ถ้ามีอาการแยกเป็นชั้นรูปร่างชัดเจนนั่นเป็นบัญญัติ  
                         ขณะที่เห็นอาการเกิด-ดับเราต้องบอกได้นะ  ว่าเป็นอาการเกิด-ดับของรูปหรือของนาม  ถามว่าเป็นอาการเกิด-ดับของอารมณ์อะไรต้องบอกได้  เมื่อไหร่ที่อารมณ์หรือความรู้สึกหดสั้นลง ก็จะอยู่ใกล้ตัวเข้ามา ใกล้ตัวเข้ามา  ต่อมาอารมณ์นั้นก็จะอยู่เฉพาะหน้าจริงๆ  อารมณ์ต่างๆจะเกิดอยู่เฉพาะหน้าให้เรากำหนด  ไม่ต้องไล่ตามหรือหาอารมณ์อีกต่อไป  อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็ชัดขึ้นๆ เป็นอาการปรมัตถ์  เกิดอยู่ข้างหน้าแล้วก็ดับอยู่ข้างหน้า  เป็นอาการเกิด-ดับพร้อมกันของรูปของนาม  รูปละเอียดหมายถึงรูปที่ไม่มีรูปร่างเรียกรูปนี้ว่ารูปปรมัตถ์  รูปปรมัตถ์ไม่มีรูปร่างจะมีแต่อาการเท่านั้น  บอกได้แต่อาการอย่างเดียว เช่นมีอาการไหวๆ  มีอาการกระเพื่อมๆ มีอาการหมอกๆ  มีอาการระยิบระยับ  มีอาการเลือนๆคล้ายจะบอกได้แต่ก็สรุปไม่ได้  มีอาการเหมือนใช่แต่ก็ไม่ใช่ สื่อออกมาได้ยากเพราะไม่ชัดเหมือนบัญญัติ  มีอาการคล้ายจะคิดแต่ก็บอกไม่ได้ว่าคิด  มีอาการคล้ายจะมีแต่ก็ไม่มี  คล้ายๆจะเป็นสีนี้แต่ก็ไม่ชัด  คล้ายจะเป็นสีเขียวแต่ก็ไม่แน่ใจ  คล้ายจะเป็นสิ่งนั้น  คล้ายจะเป็นสิ่งนี้  ล้วนแล้วแต่ให้ความรู้สึกไม่มั่นใจไม่แน่ใจ  ไม่กล้าสรุปว่าใช่สิ่งนี้หรือใช่สิ่งนั้น  เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน  เมื่อมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น  ให้กำหนดรู้อยู่ในความรู้สึกเท่านั้น  ไม่ต้องไปกังวลว่าสิ่งที่กำหนดรู้อยู่นั้นเป็นอะไร คืออะไร เรียกว่าอะไร เพราะขณะที่กังวลอยู่ หรือต้องการเห็นให้ชัด รู้ให้ชัด  ก็จะกำหนดรู้ไม่ทันขณะแรกของอารมณ์  เพราะอารมณ์ปรมัตถ์จะเลือนหายเร็วกว่าบัญญัติ  เมื่อเป็นอย่างนี้จึงทำให้เรากำหนดลำบาก  เพราะต้องพบกับอารมณ์ที่ไม่ชัดแล้วยังเลือนหายเร็วกว่าเมื่อก่อนอีก  อย่างที่บอกจึงต้องจับที่ความรู้สึก  การจับที่ความรู้สึกที่รู้ถึงอาการนั้นจะช่วยให้การกำหนดได้ปัจจุบันมากขึ้น  การที่จะถึงเป้าหมาย ถึงจุดสุดยอดของวิปัสสนาได้นั้น ต้องอาศัยขณะแรกของอารมณ์ปรมัตถ์เท่านั้น  เมื่อเกิดอาการลังเล สงสัย หรือมีความอยากเข้าไปเกี่ยวข้อง ปรมัตถ์ก็จะตกสู่บัญญัติทันทีไม่มีระหว่างคั่น  เพราะอาการนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก  จากที่ไม่มีตัวตนก็จะมีตัวตนขึ้นมาในทันทีอย่างไม่รู้ตัว  ขอให้ทำความเข้าตรงนี้นะ เพราะมีประโยชน์มาก 
                         ความรู้สึกเราบางครั้งเหมือนรอให้อาการต่างๆเกิด  ถ้ามีอาการนิ่งรอจะต้องจับที่ความรู้สึกเราที่นิ่งรอ  ขณะนิ่งรอตัวตนก็เกิดขึ้นแล้ว  เมื่อต้องการดับตัวตนจึงต้องจับความรู้สึกที่นิ่งรอ  นิ่งรอในความว่างก็ต้องจับอาการนิ่งรอในความว่าง  นิ่งรอว่าอะไรจะเกิดในความว่าง  อะไรจะเกิดนั้นเป็นอาการจ้องแล้ว ตัวตนเกิดแล้ว  จึงต้องไปจับที่อาการจ้องว่าอะไรจะเกิดในความว่าง  รู้ว่าจ้อง รู้ว่ารอ รู้ว่าคอย  ตรงนี้ยังอยู่ใกล้ตัวตนมาก ต้องระวัง  เพราะเผลอนิดเดียวตัวตนเกิดแล้วๆ  จะต้องเข้าไปจับหรือเกาะติดอาการอีกทีหนึ่ง  ไม่ว่าอาการหรืออารมณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม  ต้องมีสติเข้าไปเกาะติดกับอาการนั้น  ไม่ว่าจะเป็นอาการของรูป ของนาม ชัดหรือไม่ชัดก็ตาม  ต้องเกาะติด ต้องกำหนดให้หมด  แค่รู้อย่างเดียวสภาวะไม่ก้าวหน้า  อย่างมากก็แยกรูปแยกนาม(ไม่มีตัวตน) อย่างสูงก็ได้แค่ญาณที่3  ขณะที่เรานิ่งและจับที่ความรู้สึกที่นิ่งรอนี่ จิตจะมีพลังมีกำลัง  แต่ถ้ารอไปเรื่อยๆเฉื่อยๆไม่มีความตื่นตัวอันนั้นน่ะไม่ดี  ต้องนิ่งแล้วรู้ชัดว่าขณะนี้เรานิ่งสังเกตอะไร  ขณะที่กำลังสังเกตให้จับที่อาการสังเกตว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือนิ่งสังเกตเฉยๆ  อาการสังเกตมีการเปลี่ยนแปลง  แล้วตัวที่ทำหน้าที่จับสังเกตมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ต้องรู้ เข้าใจนะ  ในความว่างสภาวะว่างจะว่างได้ไม่นาน แล้วก็ต้องมีสภาวะใหม่เกิดขึ้นมาอีก  ต้องมีเกิดใหม่แน่นอน  อาจจะเป็นความคิดของเรา  ขณะรอคิดอะไรหรือเปล่า  คิดหาสภาวะหรือเปล่า  ถ้ามีในขณะรอให้จับอาการรอ  ขณะคิดให้จับอาการคิด  ขณะมองหาสภาวะให้จับอาการมองหา  เมื่อมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นความว่างก็ไม่ว่างแล้ว  ว่างในที่นี้หมายถึงว่างจากสภาวะ  ว่างไม่มีตัวตนกับว่างจากสภาวะไม่เหมือนกันนะ  ตรงนี้ต้องเข้าใจนะ  ขณะกำหนดให้สังเกตว่าแต่ละอาการที่เอาความรู้สึก ไปจับหรือเกาะติดมีอาการอย่างไร ให้จับที่ความรู้สึก ความจริงไม่ซับซ้อน  พอพูดมากขึ้นอธิบายมากขึ้นจะรู้สึกว่าหลายชั้นขึ้น  พออธิบายละเอียดแล้ว ก็จะจับอะไรไม่ถูก  ก็จะเลือกสิ่งที่คิดว่าเราน่าจะทำได้ และให้ผลดี  เลือกจะทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เลือกเองหมด  พอเลือกเองหมดบางทีมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องการปฏิบัติก็เลยช้า  สภาวะก็เลยขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวได้ปัจจุบัน เดี๋ยวไม่ได้ปัจจุบัน เดี๋ยวท้อแท้ เดี๋ยวเบื่อหน่าย เดี๋ยวมีตัวตน เดี๋ยวไม่มีตัวตน เดี๋ยวว่าง เดี๋ยวไม่ว่าง  เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติจึงสำคัญมากๆ  
                         ฟังเฉยๆกับการฟังด้วยการกำหนดรู้นั้นต่างกัน  ถ้าเราฟังด้วยการกำหนดรู้จะมีความเข้าใจในธรรมชาติของรูป-นาม  เข้าใจถึงอาการไม่เที่ยงของรูป-นาม  ทั้งเห็นทั้งรู้สึกชัดว่าลักษณะอย่างนี้ๆเกิดจากความไม่เที่ยง  เกิดจากบังคับไม่ได้  เกิดจากตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  เป็นความเข้าใจที่ไม่ใช่เกิดจากความคิดเรา  แต่เป็นความเข้าใจที่เกิดจากการปฏิบัติของเรา  เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างบังคับไม่ได้  เมื่อมีความเข้าใจก็มีกำลังใจกำลังใจที่รู้ว่ามาถูกทางแล้ว  เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้โอกาสที่สภาวญาณก็ก้าวหน้าก็มี  ถ้ารู้ว่าแค่ฟังเฉยๆสภาวก็จะเป็นพื้นๆธรรมดา  แค่แยกรูป-นามธรรมดา  เห็นชัดเกิดในที่ว่างแต่ไม่เห็นอาการพระไตรลักษณ์  ไม่เห็นอาการเปลี่ยนแปลงเกิด-ดับของอารมณ์  เป็นอาการเห็นแค่แยกรูป-นาม  เวลาเล่าสภาวะต้องเล่าตั้งแต่มีเจตนาที่จะกำหนดอารมณ์อะไร  เป็นต้นว่าต้องการกำหนดเสียง  ขณะที่ได้ยินเสียงเอาความรู้สึกเกาะติดเสียงที่ได้ยิน  ขณะที่กำหนดด้วยการเกาะติดอาการ  ก็จะรู้ว่าสภาวะมันเป็นอย่างนี้ๆ  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ๆ  สภาวะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ให้เล่าถึงการเปลียนแปลงของสภาวะในขณะนั้น  ไม่ต้องไปกังวลว่าจะเล่าถูกหรือผิด  ให้เล่าตามอาการที่เกิดขึ้นในขณะนั้นอย่างเดียวไม่ต้องกังวล  ขณะฟังเสียงให้จับที่ความรู้สึกที่ได้ยิน  จะเห็นว่าการได้ยินนั้นต้องอาศัยใจด้วย  การได้ยินนั้นไม่ได้เกิดจากหูอย่างเดียว  ถ้าไม่มีใจการได้ยินของเราก็ไม่เกิด  มีใจแต่ไม่ใส่ใจดูจิตในจิตของเราเอง  ก็ไม่เห็นอาการพระไตรลักษณ์  จิตเป็นผู้ได้ยินเสียง  เมื่อต้องการเห็นอาการพระไตรลักษณ์ของเสียง  จึงต้องจับที่ความรู้สึกที่ได้ยิน  ไม่ใช่จับที่เสียงอย่างเดียว  ถ้าเราจับที่เสียงอาการพระไตรลักษณ์เกิดช้า  ให้เราจับที่ความรู้สึกที่ได้ยิน  จะเห็นอาการพระไตรลักษณ์ได้เร็วกว่า  นี่คือประโยชน์ของการพิจารณา ของการกำหนดอารมณ์ปัจจุบัน  จะเห็นลักษณะการเกิด-ดับของเสียง  มีลักษณะวูบดับไปนิดหนึ่ง แล้วก็วูบดับไปอีก  
                         บางครั้งจับเสียงแล้วมีอาการโล่งไม่เห็นอะไร  เกิดจากกำลังไม่ถึงกำลังไม่พอก็จะไม่เห็น จึงบอกว่าอย่าหา  นี่แหละพอหาอย่างนั้นปุ๊บคอยจ้อง  พอจ้องมีตัวตนกำลังไม่พอ  เพราะฉะนั้นจึงให้เกาะติดแล้วสังเกต  ขณะนี้เป็นอย่างนี้ ขณะต่อไปเป็นอย่างไร  บางคนกำลังสติมีเท่าเดิมกำหนดเมื่อไหร่ก็จะเห็นอย่างนั้น  จึงเน้นกำหนดให้ได้ปัจจุบัน  ให้ทันขณะแรกให้ได้มากที่สุด  เมื่อกำหนดทันขณะแรกของอารมณ์ปัจจุบันได้มากขึ้น สติก็จะมีกำลังมากขึ้นด้วย  อารมณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นมาให้เราได้เห็นได้กำหนดต่ออีก  เราก็จะบอกได้เองไม่ต้องไปหาหรอก  เห็นมั้ยภาพคมชัดกับภาพเบลอต้องมีคนบอกมั้ย  พอเห็นปุ๊บเราจะรู้สึกเลยว่า เออ!ภาพนี้ใสนะ คมชัดนะ ลายเส้นคมชัด ขอบคมชัดเราบอกได้เอง  ภาพนี้มันเบลอๆเราก็บอกได้รู้ได้เอง  ก็เหมือนอาการเกิด-ดับเหมือนกัน  เห็นเกิด-ดับเป็นแบบนี้  ดับแบบเฉียบขาด เด็ดขาด ดับอย่างพลุ  ต้องมีใครบอกมั้ยว่าดับแบบไหน  เห็นแล้วจะรู้ได้เลยว่ามีลักษณะอย่างน อันนี้พุ่งขึ้นๆๆ ไม่เห็นดับมีแต่พุ่งขึ้นอย่างเดียว  อันนี้ดับแบแตกกระจายขึ้นข้างบน  อันนี้แตกแล้วก็กระจายออก  เราบอกได้เพราะเราเห็นเอง  ลักษณะอาการต่างๆก็เหมือนกัน ให้เล่าตามที่เห็นนั้นเลย   เห็นลักษณะอาการแตกต่างกันเกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่าง  อาจจะเกิดจาก 1. สมาธิ 2. สติ 3. ความเพียร 4. การพิจารณา มีกำลังต่างกันไม่เท่ากัน  คนที่มีการพิจารณาที่ละเอียดอ่อน  ก็จะเห็นรอยต่อของอาการนั้น  พอสิ่งนี้ดับปุ๊บช่องว่างตรงนี้เป็นอย่างนี้  อาการใหม่เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้จะต่อเนื่องไป  จะต้องเห็นช่องว่างระหว่างญาณ รอยต่อของญาณ  ไม่ใช่ช่องว่างระหว่างอารมณ์อย่างเดียง  ช่องว่างระหว่างอารมณ์พวกเราเห็นอยู่แล้ว  ยังไงก็เห็นถ้าไม่เห็นสภาวญาณไม่ก้าวหน้า  ช่องว่างระหว่างญาณนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน  การกำหนดในขณะนั้นต้องต่อเนื่องได้ปัจจุบันจริงๆ  
                         ที่ปฏิบัติช้าเพราะไม่สามารถวางตำแหน่งของสติได้  ได้แต่ตามกำหนดรู้ตามดูอาการของรูปไปเรื่อย  ดูแต่อาการของรูปอย่างเดียว  ไม่สามารถเอาความรู้สึกเข้าไปเกาะติดในอาการได้  อาการในที่นี้หมายถึงอาการที่เกิดอยู่ในความรู้สึก  อย่างเช่นขณะที่เคลื่อนไหวมือ  ก็เอาจิตตามดูอาการเคลื่อนนั้นไป  จะต้องเข้าไปเกาะติดอาการเคลื่อนที่ปรากฏอยู่ในความรู้สึกอีกทีหนึ่ง  จะช่วยให้ญาณสูงเกิดเร็วขึ้น  พอไปเกาะติดอาการที่เกิดอยู่ในความรู้สึก  รูปมือจะหายไปเหลือแต่อาการ  พอรูปมือหายไปอาการระยิบๆปรากฏขึ้นมา  เริ่มเข้าสู่ญาณสูงขึ้นแล้ว  เป็นลักษณะฆนบัญญัติแตก  พอมีอาการยิบๆเกิดขึ้นให้สังเกตอาการยิบๆ  กำหนดอาการยิบๆที่เกิดอยู่ในความรู้สึก  ถ้าเราไปไล่ตามอาการ ไล่ยังไงก็ไม่ทันหรอก  ขณะกำหนดไม่ต้องไปพยายามดูอาการยิบว่ามีรูปร่างอย่างไร  เราต้องมีเจตนาที่จะกำหนดอาการขณะที่เคลื่อนด้วย  สังเกตอาการเคลื่อนว่ามีลักษณะการเคลื่อนเป็นอย่างไร  มีอาการต่อเนื่องหรือเป็นขณะๆ  ต้องมีเจตนาที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก  ขณะเคลื่อนมีอาการเกิด-ดับๆ  หรือว่าเป็นเส้นๆ  ขาดเป็นช่วงๆ เคลื่อนแบบบางๆ ไหวๆ  ตรงนี้ต้องสังเกตต้องพิจารณา  ไม่ใช่รู้ว่าไป รู้ว่าเคลื่อนอย่างเดียว  แค่รู้ว่าไปเป็นบัญญัติอย่างเดียว  จะต้องมีเจตนาที่จะเข้าไปสังเกตว่าขณะไปมีอาการอย่างไร  ขณะเคลื่อนไหวมีอาการเป็นอย่างไร  ต้องมีความสังเกตอย่างนี้จึงจะเข้าถึงปรมัตถ์ได้ 
                         เมื่อถูกความคิดรบกวนตลอดเวลา  เห็นแต่ความต่อเนื่องของความคิดตั้งอยู่ตลอดเวลา  เกิดการเข้าใจผิดคิดว่าความคิดนั้นไม่มีการดับ  ลองดูนะ วิธีพิสูจน์ความคิด ลองคิดถึงเรื่องอะไรก็ได้ครั้งเดียว ครั้งเดียวนะ  แล้วบังคับให้ความคิดที่เกิดขึ้นนั้นตั้งอยู่สัก10นาที  ตั้งอยู่ได้หรือเปล่า  ถ้าสังเกตจะเห็นว่าตั้งอยู่ไม่ได้มีอาการแวบไป ต้องคิดซ้ำ ต้องคิดใหม่ใช่มั้ย บังคับไม่ได้  นี่คืออนัตตา นี่คือความไม่เที่ยงของความคิด  ถ้าความคิดเข้ามาเยอะให้ใช้วิธีสังเกตอย่างนี้  อันนี้เข้ามาดับอย่างนี้  อันนั้นเข้ามาดับอย่างนี้  เราจะเห็นความคิดแยกเป็นคนละส่วนจากที่เห็นว่าความคิดติดกันเป็นพืดแยกส่วนไม่ได้  ก็จะเห็นเป็นคนละส่วน  เมื่อจับที่ความรู้สึกที่คิดต่อไปอีก  จะเห็นว่าความคิดครั้งแรกกับความคิดครั้งหลัง  มีช่องว่างแยกเป็นคนละส่วนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  ต่อไปก็จะเห็นมากขึ้นไปอีกว่า  แม้ความรู้สึกที่รับรู้ถึงความคิดนั้นก็เป็นคนละส่วนกัน  ใจที่รับรู้ถึงความคิดกับอาการคิดเกิด-ดับพร้อมกัน  ความคิดที่เกิดขึ้นไม่มีตัวตนเป็นผู้คิด  แต่ถ้ามีความรู้สึกว่าเราเป็นผู้คิดเมื่อไหร่จะปรุงแต่ไปเรื่อย  มันก็เลยไม่ดับซักที  เพราะไม่เห็นรอยต่อของความคิด  ไม่เห็นรอยต่อของมโนภาพที่เกิดขึ้น  ที่ไม่เห็นอาการเกิด-ดับของความคิดเพราะไม่รู้วิธีกำหนด ไม่รู้วิธีเจริญสติ  ไม่ได้จับที่ความรู้สึกที่รู้ว่าคิดจึงไม่เห็นอาการเกิด-ดับ  เห็นแต่ความคิดต่างๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น  ความคิดเก่ายังไม่หมดความคิดใหม่ก็เกิดขึ้น  อันเก่ายังไม่ทันหมดอันใหม่เกิดต่อทันที  เราไม่เห็นอาการดับเห็นแต่อาการเกิดอย่างเดียว
ตรงนี้เรียกว่าเห็นแต่อาการตั้งอยู่  ภพชาติ กิเลส หรือความทุกข์ต่างๆอาศัยความตั้งอยู่ของความคิดเกิด  ความคิดมันจึงยาวเพราะเห็นแต่ความต่อเนื่องของความคิด  ถ้าเราเห็นเราเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับ  เราก็จะอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันอย่างเดียว  เมื่ออยู่กับปัจจุบันก็จะไม่มีการปรุงแต่ง  เห็นแต่ธรรมชาติของจิตที่คิดเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ  ไม่มีตัวเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับความคิดนั้น  เมื่อไม่ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลสจิตก็ไม่เศร้าหมอง  ถ้าถูกกิเลสปรุงแต่งเมื่อไรจิตเศร้าหมองก็เกิด  แต่ถ้าเรารู้ว่าคิดไม่ดีเกิดขึ้นรู้แล้วรีบเอาสติเข้าไปดับเดี๋ยวก็หยุด  
                        
ธรรมะในแต่ละขณะถ้าเข้าถึงแล้วจะทำให้สภาพจิตเปลี่ยน  สภาวะเปลี่ยน รูปเปลี่ยน อาการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  สภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวบอกว่ากำหนดได้ปัจจุบันมั้ย  เข้าถึงสภาวะนั้นจริงมั้ย  กำหนดไล่ตามสภาวะแล้วมีแต่อาการหายไปๆไม่ดับ  ที่ไม่ดับนั้นเกิดจากตัวไล่(สติ)ไม่ดับ  ให้จับตัวความรู้สึก(สติ)เอง  เพราะความรู้สึกเป็นตัวไล่  ให้สังเกตว่าขณะแรกหายอย่างนี้ ขณะต่อไปหายอย่างไร ไม่ใช่รู้แค่ว่าหายอย่างเดียว  ให้เพิ่มความนิ่งความสงบให้มากขึ้น  ถ้าเราเพิ่มความนิ่ง(สมาธิ)ให้มากขึ้น  อาการต่างๆจะปรากฏชัดขึ้นมาไม่ต้องไปหา  เมื่อความรู้สึกเข้าถึงอาการ  อาการก็ดับความรู้สึกดับๆพร้อมกับอาการ  ต้องสังเกตว่าดับในลักษณะอย่างไรต่อไปสภาวะก็จะชัด  ถ้าเราไปหาๆยังไงก็ไม่ทัน  เพราะขณะที่เราหาความรู้สึกก็จะแยกออกมาทันที  ความรู้สึกแยกออกปุ๊บ ความรู้สึกก็เป็นตัวเพ่งอาการทันที  เพราะฉะนั้นถ้าอยากเห็นต้องเข้าไปเกาะติดอารมณ์อย่างเดียว  เข้าไปที่อาการอย่างเดียว  ถ้ามีอาการสะดุดเบาๆก็ให้สังเกตอาการสะดุดเบาๆนั้นอีก  อาการสะดุดเบาๆนั้นรู้สึกชัดหรือไม่ชัด  ความรู้สึกดับหรือเปล่า  ต้องสังเกตอย่างนี้ไม่ใช่ไปจ้องให้มันชัด  ให้สังเกตแล้วจะชัดขึ้นเองไปบังคับให้ชัดไม่ได้  สิ่งเหล่านี้บังคับบัญชาไม่ได้  ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำให้ชัด  ก็คือสติและสมาธิของเรามีกำลังแค่ไหน  วิธีสังเกตพอเรานิ่งสมาธิเพิ่มขึ้น สติเพิ่มขึ้น ความตื่นตัวมากขึ้น  เมื่อทุกอย่างมีกำลังสภาวะก็จะชัดขึ้นเอง  เรียกว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่ใช่ไปบังคับ  จึงต้องทำเหตุปัจจัยให้ดีขึ้น  การทำเหตุปัจจัยให้ดีขึ้นก็คือ การเพิ่มสมาธิ สติให้มีกำลังมากขึ้นเท่านั้นเอง
                         ขณะที่เห็นอาการดับแต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง(รูปดับนามไม่ดับ) เกิดจากเข้าไม่ถึงอาการนั้น  ได้แค่เห็นจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง  การที่จะให้ทันปัจจุบันจริงๆความรู้สึกต้องอยู่ที่เดียวกับอาการ  ในขณะที่ความรู้สึกแตะถูกอาการ  นั่นเป็นลักษณะอาการที่ทันปัจจุบันจริงๆเข้าถึงจริงๆ  เมื่อทำได้ต่อเนื่องสภาวะจะก้าวหน้าเร็ว  สิ่งที่ต้องรู้ก็คือว่าขณะนี้เราจะกำหนดอย่างนี้เพื่ออย่างนี้   ไม่ใช่ว่าเราอยากเห็นอย่างนี้อยากเห็นอย่างนั้น  นี่เป็นความอยากแล้วเป็นความอยากที่มีตัวตน  ทางสายกลางไม่เกี่ยวกับความอยาก ความชอบหรือไม่ชอบ  ไม่เกี่ยวกับความอยากหรือไม่อยาก  ถ้าอยากเมื่อไรก็ไปไม่ถึง  อยากได้ มรรค ผล นิพพาน อยากได้น่ะเรียกมีเป้าหมายชัดเจน  ถ้าอยากก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่ใช่นั่งอยากอยู่อย่างนั้นแล้วไม่ทำอะไร  พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ เราอาจอาศัยความอยาก เพื่อละความอยากได้ ”  ก็คือถ้าอยากที่จะหลุดพ้นก็ต้องอาศัยความอยาก  แล้วก็ปฏิบัติเพื่อที่จะละความอยาก  พอปฏิบัติหลุดพ้นแล้วความอยากที่อยากจะหลุดพ้นก็หายไป อยากอย่างอื่นก็หายไปด้วย  แม้แต่กระทำความดีก็ไม่ได้อาศัยความอยากของความมีตัวเอง อาศัยเหตุปัจจัยที่ควรทำ  พระพุทธเจ้าแสดงความดีให้ประจักษ์ให้เห็น  ให้คนแยกแยะออกว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี  ถ้าต้องการความสุข สงบ สันติแก่ชีวิต  ก็จะต้องเลือกทำความดี  ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  เพื่อความสันติสุข เพื่อให้ความดีของตัวเองเจริญยิ่งๆขึ้นไป  เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ประกาศว่า “ เราแสดงธรรมเพื่อให้คนศรัทธา เราไม่ได้แสดงธรรมเพื่อต้องการสาวก แต่แสดงธรรมเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นพ้นจากทุกข์ ”  เห็นมั้ยพระองค์ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองสักอย่าง  พระองค์ทำเพื่อให้สรรพสัตว์ได้พ้นจากความทุกข์  ให้พบกับสันติสุขของชีวิต  เป็นศาสนาที่ให้อิสระไม่มีการบังคับแต่มีกรอบชัดเจนว่า  ถ้าต้องการความเจริญในธรรมกรอบเป็นอย่างนี้นะ  อันไหนให้โทษจะไม่ชี้ทางให้  ถ้าต้องการหลุดพ้นทำอย่างนี้  พระองค์ทรงแสดงความจริงให้ประจักษ์  พระองค์สิ้นสุดแล้วไม่มีแล้วที่จะทำบาป  ไม่มีความรู้สึกที่จะเบียดเบียนแล้ว  เพราะอะไร  เพราะกิเลสความโกรธไม่มีแล้ว  จึงไม่มีตัวกระตุ้นให้ทำบาปอีก   
                         คำว่าเอาจิตออกนอกรูป(ตัว) กับปล่อยจิตให้เลื่อนลอยต่างกัน  ขณะที่เอาความรู้สึกออกนอกตัวแล้วจับที่ความรู้สึกที่อยู่นอกตัวอีกทีหนึ่ง  ตรงนี้เป็นการเอาจิตออกนอกตัวอย่างมีสติสัมปชัญญะ  เพราะมีจิตอีกดวง(สติ) ทำหน้าที่ดูอีกทีหนึ่ง  หมายถึงว่าเอาจิตออกมาตั้งไว้ข้างหน้าแล้วจับที่จิตที่อยู่ข้างหน้า  แล้วสังเกตจิตที่อยู่ข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร มีอาการอย่างไร  ซึ่งต่างกับการปล่อยจิตออกนอกตัวไปเรื่อยๆ  การปล่อยจิตออกนอกตัวไปเรื่อยๆนั้น  จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง  จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด  ซึ่งต่างกับการปล่อยจิตออกนอกตัวอย่างมีสติ  จิตที่มีสติคอยควบคุมจะไม่เลื่อนลอย  จะสังเกตเห็นการทำงานของจิตได้สติต้องใสและคม ขณะที่จิตอยู่นอกตัว(ไม่มีตัวตน)) จะเห็นว่าจิตนั้นมีอาการเบา อาการโล่งว่าง  เมื่อจิตว่างจากอุปาทานอาการตื่นตัวของจิตจึงเกิดขึ้น  เพราะเหตุนี้สติสัมปชัญญะจึงดีมากๆ  นี่เป็นการดูจิตในจิตจึงไม่ใช้ปล่อยให้จิตเลื่อนลอย  จิตที่คลายอุปาทานสามารถเห็นจิตของตัวเองได้ ใช้งานได้จึงไม่ธรรมดา  คนที่ไม่เคยปฏิบัติก็จะเข้าใจผิดเกิดอาการกลัว  กลัวว่าเมื่อจิตออกนอกตัวแล้วจะกลับไม่ได้กลัวจิตหลุดไปเลย  จิตที่มีสติคอยดูแลรักษาจะไม่หลุดลอย  
จิตที่หลุดลอยเกิดจากขาดสติหรือสติอ่อน   จริงๆพอตกใจปุ๊มสติก็มาที่ตัวแล้ว  มีใครบ้างพอตกใจแล้วจิตไปอยู่ที่อื่น  ถ้าอยู่ที่อื่นจะไม่รู้ถึงอาการตกใจ วันนี้พอก่อนนะ ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญ
                                                                                                                                 

                                                                                                                                           เรียบเรียงโดย  แม่ครูนราวรรณ กุลธรชุติภาส



                                                                    
เทศน์วันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๕๔๘
                                                     ( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร )

                         

                         ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์
                         ขอแสดงความเคารพต่อคุณแม่ครู  ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชามา ณ ที่นี้ด้วย
                         ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมทุกๆคน
                         วันนี้ก็เป็นวันดีอีกวันหนึ่ง  ที่เวียนมาบรรจบครบรอบวาระ  ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  เป็นวันประสูติ เป็นวันตรัสรู้ เป็นวันปรินิพพาน  เกิดขึ้นในวันเดียวกันคือวันเพ็ญเดือนหก  พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย  จึงมาแสดงความเคารพ บูชาสักการะ  เพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า  ที่ได้นำธรรมะอันมีคุณค่าอันวิเศษ  มาประกาศให้กับชาวโลกทั้งหลายได้รับรู้ได้ปฏิบัติตาม  เพื่อความผาสุกของชีวิต  และเพื่อความหลุดพ้นจากวัฏสงสารทั้งหลาย  ซึ่งสมัยนี้หรือเดี๋ยวนี้ทั่วโลกยกให้วันนี้  เป็นวันสำคัญของโลกเหมือนกันหมดทั่วโลก  ก็คือถือปฏิบัติเป็นวันเดียวกัน  เมื่อก่อนการเวียนเทียนในวันวิสาขบูชานับต่างกันไป  แต่ละประเทศอย่างไต้หวันก็วันที่ ๘เดือน เมษายน  แต่ว่าของไทยนับตามจันทรคติ คือวันเพ็ญ เดือน ๖  เมื่อเป็นอย่างนั้นเพื่อความพร้อมเพรียงกันของชาวพุทธ  ก็เลยบัญญัติให้ตรงกันเป็นวันเดียวกัน  เพื่อที่จะได้ปฏิบัติพร้อมกัน  ไม่ใช่ต่างคนต่างทำการปฏิบัติ  ที่เราเวียนเทียนทำสักการะต่างๆนั้น  เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้แสดงออกทางกาย วาจา ใจในวันสำคัญ  เพื่อระลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า  
                         อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรจะระลึกถึงและน้อมนำมา  ประพฤติปฏิบัติกับชีวิตของเรา  เพื่อความผาสุกความสันติ  และความเจริญในธรรมให้กับชีวิตของเรา  ก็คือคำสอนต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้  ประกาศเอาไว้ให้ชาวพุทธทั้งหลาย  บุคคลผู้ปรารถนาความสงบความสุข  และความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร  ได้ดำเนินตามได้ปฏิบัติตาม  เป็นการเจริญรอยตามพระพุทธเจ้า  ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กระทำแล้ว  ได้ปฏิบัติแล้วและได้ถึงที่สิ้นสุดแล้ว  เป็นผู้หลุดพ้นจากวัฏสงสารเป็นผู้ไม่ยึดติดในโลก  บุคคลใดที่เจริญรอยตามปฏิบัติตาม  คำสอนของพระพุทธเจ้า  บุคคลนั้นก็จะ สามารถเข้าถึงธรรม  ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แล้ว  ธรรมที่พระองค์ทรงตรัสถึงในเบื้องต้นสำหรับฆราวาส  ที่ไม่มีเวลาทุ่มเทในการปฏิบัติเพื่อเป้าหมายสูงสุด  เบื้องต้นก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนให้มีศีลเป็นที่อาศัย  ให้มีศีลรองรับให้มีศีลเป็นตัวคุ้มครอง  จะกระทำการใดๆก็ตาม  ก็ให้อยู่ในครรลองของศีลของธรรม  นั่นคือกรอบในการดำเนินชีวิตเพื่อความผาสุก  ถึงแม้ว่าชาตินี้ไม่มีโอกาส  ไม่มีเวลาในการปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป  เพื่อเข้าถึงมรรค ผล นิพพาน ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  อย่างน้อยๆการดำเนินชีวิตของเรา  ก็ให้ศีลเป็นตัวคุ้มครองเป็นตัวรักษา เป็นตัวปกป้องไม่ให้การดำเนินชีวิตนั้น  พลัดหลงเข้าไปในวังวนแห่งความไม่ดี  หรือเข้าไปในอกุศลธรรมทั้งหลาย  เมื่อไรที่เรามีศีลเป็นกรอบเหมือนกับเป็นถนนเป็นทางเดิน  เราก็เดินอยู่ตามครรลองของศีลเราก็ปลอดภัย  ปลอดภัยจากความเศร้าโศกความทุกข์ปลอดภัยจากการตกลงไปในอบายทั้งหลาย  สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ จริงๆและเป็นสิ่งที่เราทำได้ตลอดเวลา  ก็คือการเจริญสติการกำหนดรู้อาการต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นกาย เวทนา จิต หรือธรรม  ซึ่งเป็นการกำหนดรู้ตามสภาพความเป็นจริง 
                         สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้  สมุทัยเป็นสิ่งที่ต้องละ  นิโรธเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น  และมรรคเป็นสิ่งที่ควรเจริญ  เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ  การปฏิบัติบูชาการเข้าถึงธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า  ก็เหมือนกับการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปในตัว  รักษาไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาก  เราชาวพุทธรับรู้เพียงศีลหรือพิธีกรรมไม่พอ  อย่าให้ถูกมองว่าเราเป็นชาวพุทธแค่เปลือกนอก  เราประกาศกันเป็นชาวพุทธๆ  แต่การกระทำบางครั้งไม่ได้อยู่ในครรลองของศีล  เราศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า  ไม่มีใครบังคับให้เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  จงกำหนดตัวเองทำด้วยตัวเอง  พร้อมกับมีเป้าหมายในการปฏิบัติ  ว่าเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่ออะไร ที่เราศรัทธาพระพุทธเจ้า  เราศรัทธาตรงไหน  เราศรัทธาพระพุทธเจ้าแล้วได้อะไร  เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้อะไร เห็นอะไร  เราต้องค้นหาเราต้องรู้  มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต  ชีวิตเราเป้าหมายสูงสุดคืออะไร  ทางโลกแน่นอนเรารู้กันอยู่ว่า  เพื่อความตั้งอยู่ได้ของกายนี้  เพื่อความไม่ถูกเบียดเบียนด้วยธรรมชาติ ด้วยลม ด้วยแดด ด้วยฝน ด้วยความร้อน ความเย็น ความหนาว หรือเหลือบยุง  ไม่ให้ถูกเบียดเบียนด้วยสิ่งนั้น  ทางด้านจิตใจก็เพื่อ  ความพ้นทุกข์ที่ยิ่งขึ้นไปอีก  เราก็ต้องมีเป้าหมายๆไม่ชัดเจน  การกำหนดสภาวะต่างๆก็ไม่ชัดเจน 
                         เวลาปฏิบัติเวลากำหนดสภาวะ  ควรจะรู้ว่าขณะนี้เรากำหนดอะไร ให้ชัดเจนนะ  เวลากำหนดอย่างเช่น กำหนดเสียงก็ต้องรู้ชัดว่ากำหนดเสียง  กำหนดอาการเดินก็รู้ว่ากำหนดอาการเดิน  กำหนดเวทนาก็รู้ชัดว่ากำหนดเวทนา  กำหนดความคิดก็รู้ชัดว่ากำหนดความคิด  กำหนดอิริยาบถย่อยก็ต้องรู้ชัดว่ากำหนดอิริยาบถย่อย  สำหรับการกำหนดอิริยาบถย่อยนั้น  อยากให้ชัดเจนอีกนิดหนึ่งว่า  อิริยาบถย่อยที่เรากำหนดนั้นเป็นอาการอะไร  เช่นขณะที่เราหยิบ ขณะที่เราจับ ขณะที่ขยับมือ  ตรงนี้เรียกว่าอิริยาบถย่อย  รู้ว่ากำหนดอิริยาบถย่อยรวมๆสภาวะก็จะไม่ชัด สติก็จะอ่อน  เสียงไม่ใช่อิริยาบถย่อยๆคืออาการเคลื่อนไหวของร่างกาย   ไม่ว่ากระพริบตา อ้าปาก ยกมือ ขยับมือ เคลื่อนไหวมือ มองซ้ายขวา พยักหน้า  ลักษณะเหล่านี้คืออาการของอิริยาบถย่อย  การกำหนดอิริยาบถย่อยจึงต้องรู้ชัดว่า  แต่ละอาการมีลักษณะอย่างไร  ต้องเห็นและก็รู้สึกชัดในขณะนั้น  เป็นการรู้ชัดในรู้ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้นะ  การสักแต่ว่ารู้นั้นแสดงว่า  กำหนดอารมณ์ไม่ได้ปัจจุบัน  หลักของการกำหนดสภาวะ  จึงต้องเข้าถึงสภาวะนั้นๆ  เวลากำหนดต้องมีความตื่นตัว  อย่างเช่นขณะที่กำหนดสภาวะอาการเกิด-ดับของเสียง  ที่ถูกแล้วควรใช้คำว่า ขณะที่กำหนดเสียงๆมีอาการเกิด-ดับในลักษณะอย่างนี้ๆ  เราจะไปกำหนดอาการเกิด-ดับของเสียงเลย โดยไม่อาศัยเสียงไม่ได้  เพราะอาการเกิด-ดับจะปรากฏขึ้น  ต้องอาศัยอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง  จึงต้องกำหนดที่เสียงก่อน  แล้วสภาวะอาการเกิด-ดับจึงจะปรากฏชัดขึ้นมา  เมื่อรู้ชัดถึงอารมณ์ที่จะกำหนด  และบอกได้ว่าเป็นอาการเกิด-ดับของอารมณ์อะไร ทำได้ในลักษณะอย่างนี้  สติจะมีกำลังเพราะมีเป้าหมายชัดเจน 
                         เวทนาก็เช่นกัน เวทนาที่เกิดขึ้นในขณะที่เราปฏิบัติ  ในขณะที่กำหนดสภาวะเวทนาเกิดขึ้น  เวทนาเกิดอยู่ที่ไหน เกิดอยู่ในบรรยากาศแบบไหน  เวทนานั้นเกิดขึ้นตั้งนิ่ง หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลง  เวทนากับความรู้สึกหรือใจรู้ที่ทำหน้าที่รู้เวทนา  เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  ขณะที่เห็นเวทนามีตัวตนหรือไม่   ต้องพิจารณาสังเกต  ถ้าเราไม่สังเกตไม่พิจารณา  ตรงนี้จะมีช่องว่างให้ตัวตนเกิดขึ้น  เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้นเวทนาก็จะเป็นที่อาศัยของกิเลส  จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากกำหนด ไม่สู้  หรือว่าเกิดความหงุดหงิดรำคาญขึ้นมา  นักปฏิบัติต้องพร้อมเสมอ  ที่จะกำหนดอาการที่เกิดขึ้นในทุกๆขณะ  ต้องกำหนดรู้ไม่ว่าสภาวะไหนเกิดขึ้นก็ตาม  ต้องมีสติกำหนดรู้ให้ทัน  คำว่ากำหนดรู้ให้ทันไม่จำเป็นว่า  ต้องทันขณะแรกของอารมณ์  ถ้าเป็นอารมณ์จรอย่างไรขณะแรกก็ไม่ทัน  จะทันได้สติต้องมีความใสคมชัดมาก  แต่ขณะที่สองสามารถกำหนดให้ทันได้  ทันขณะที่สอง ที่สาม ที่สี่ขณะต่อไป  เมื่อทันแล้วให้เกาะติดอารมณ์ทันที  อาการเกิด-ดับของอารมณ์จะปรากฏขึ้นมา  ให้เกาะติดอาการเกิด-ดับให้ตลอด  สังเกตอาการเกิด-ดับมีลักษณะเกิด-ดับอย่างไร  ขณะกำหนดจิตต้องอยู่ที่เดียวกับอาการ  พร้อมกับสังเกตว่า  จิตที่อยู่ที่เดียวกับอาการนั้นเกิด-ดับไปด้วยหรือไม่  ถ้าสังเกตอย่างนี้จะเห็นว่า  รูป-นามอยู่ที่เดียวกันแต่ไม่ใช่อันเดียวกัน  รูป-นามอยู่ที่เดียวกันแต่เป็นคนละส่วน เป็นคนละอย่างกัน  เวลารูปดับนามดับ รูปเกิดนามเกิด  เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติจึงต้องมีการพิจารณาอย่างเป็นพิเศษ ด้วยการเกาะติดอาการเกาะติดกับสภาวะ  จะต้องเกาะติดกับทุกๆอาการ  ทุกๆขณะเกิด-ดับที่กำหนดอยู่ 
                        โดยธรรมชาติแล้วถ้าเราเกาะไม่ติดหรือไม่ต่อเนื่อง  ความรู้สึกหรือจิตเราจะมีอาการถอยออกมา  ถ้ารู้สึกว่าถอยออกมาก็ต้องเกาะใหม่  พอมันดับไปแล้วรู้สึกว่ามีช่องว่าง  ระหว่างใจรู้กับอาการเกิด-ดับก็ต้องเข้าไปใหม่  ต้องทำอย่างนี้ต้องทำซ้ำๆทีเดียวไม่พอ  สังเกตบางครั้งสติเกาะติดสภาวะปุ๊บ  จะเห็นว่าอาการเกิด-ดับนั้นดับอย่างเด็ดขาด  บางครั้งไม่ได้เกาะอยู่ที่อาการ แต่เข้าใจผิดคิดว่าเกาะติดในอาการนั้นอยู่ก็มี  ทั้งนี้เกิดจากสติอ่อน  เวลาเล่าสภาวะออกมาจะรู้ว่าสภาวะในลักษณะอย่างนี้  เข้าไม่ถึงอาการหรือเกาะไม่ติด  ฉะนั้นจึงต้องมีสติเกาะติดอาการให้ตลอด  ตรงนี้สำคัญมาก  บางครั้งสภาวะเกิดเปลี่ยนไปโดยที่เราไม่สามารถ  ที่จะเกาะติดกับอาการนั้นได้ตลอด  เมื่อเกาะไม่ได้ก็ต้องนิ่งๆในบรรยากาศ  ต้องขยายความรู้สึกให้เป็นบรรยากาศก่อนนะ   เมื่อนิ่งในบรรยากาศแล้ว  ให้จับที่ใจที่รู้ว่านิ่ง จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของใจรู้  เมื่อมีการเปลียนแปลงหรือมีสภาวะใหม่เกิดขึ้นในบรรยากาศ  ให้ไปกำหนดรู้อาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  รู้ว่าเกิดแล้วดับอย่างไร  ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ไม่ว่าอารมณ์ไหนก็ตาม  เราจะเห็นแต่อาการเกิด-ดับของความรู้สึก เกิดต่อเนื่องกัน  ขณะเห็นเราจับที่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่เห็น  ขณะได้ยินจับที่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่ได้ยิน  ขณะเดินจับที่ความรู้สึกที่รู้อาการเดิน  ตรงนี้ต้องรู้นะว่าจับที่ความรู้สึก  ที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์อะไร  ถ้าจับแต่ความรู้สึกอย่างเดียวโดยไม่อาศัยอะไรเลย  เดี๋ยวก็เลื่อนลอยสภาวะจะไม่ชัดเจน สติจะไม่ชัดเจน  
                         ความรู้สึกรับรู้ความสงบต้องรู้ชัดว่า  เราจับที่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้ความสงบ  จับที่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้ความเบา  จับที่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้ความใส  อันนี้คือหลักสำคัญเลย  นักปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจ  เวลากำหนดสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง  จะต้องรู้ว่ากำลังกำหนดอะไรอยู่  พอกำหนดไปสักพักกำหนดอะไรไม่ได้   จะต้องรู้ว่าก่อนที่จะกำหนดอะไรไม่ได้  เรากำหนดอะไรอยู่ กำหนดลมหายใจ  กำหนดเสียง  กำหนดเวทนา  หรือว่ากำหนดความคิด  ตรงนี้ต้องรู้นะรู้ว่าเรากำหนดอาการหรืออารมณ์อะไร  บางครั้งเรารู้สึกกำหนดอะไรไม่ได้  เกิดจากอารมณ์นั้นหายไปมีความกังวลเข้า  ที่จริงความกังวลนั่นแหละคืออารมณ์ที่ต้องกำหนด  ไม่ใช่ไปหาอาการหรืออารมณ์เก่า  เพราะความคิดหรือความกังวล  เป็นอารมณ์ปัจจุบันที่สุดขณะนั้น  นี่คือสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ต้องรู้  ต้องกำหนดให้ทันความคิดที่เกิดขึ้น   คิดใหม่เราก็กำหนดอีกๆ  กำหนดทันเมื่อไรสติมีกำลังมากขึ้น  สภาวะต่างๆก็จะปรากฏขึ้นมาเอง  เพราะฉะนั้นอย่ากังวลว่าเราจะกำหนดอะไรดี  ให้รู้ว่าขณะนี้สภาวะไหนชัดที่สุด เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นสัมผัส เป็นเวทนา เป็นความคิด  หรือเป็นอาการเกิด-ดับของลมหายใจ  ในบางครั้งเราปฏิบัติกำหนดอาการของลมหายใจแล้วมีอาการหายไป  แล้วจะมีอาการที่รูป(ที่ตัว) จะมีอาการใดอาการหนึ่งเกิดขึ้นมา  คล้ายๆชีพจรหรืออาการเต้นของหัวใจ  นั่นก็คือสภาวะที่เกิดขึ้นต้องกำหนดอาการนั้นต่อ  ไม่ต้องรอและไม่ต้องหาอารมณ์อื่น  
                         ขณะเจริญพลังต้องรู้ชัดว่าเจริญพลังตัวไหน  ถ้าเจริญพลังความอ่อนโยนก็ต้องรู้ชัดว่าอ่อนโยน  แล้วเอาความรู้สึกเข้าไปในความอ่อนโยน  เมื่อเอาความรู้สึกเข้าไปในความอ่อนโยน  ความอ่อนโยนนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร  มีความชัดเจนมากขึ้นมีความหนาแน่นมากขึ้น  รู้สึกว่าความอ่อนโยนกว้างขึ้น หรือที่รูปเต็มไปด้วยความอ่อนโยน  เต็มไปด้วยความหนาแน่นของความอ่อนโยน  แล้วบรรยากาศรอบๆตัวเป็นอย่างไร  เต็มไปด้วยความอ่อนโยนด้วยหรือไม่  ต้องสังเกต  เมื่อรู้สึกว่าความอ่อนโยนมีพลังมากขึ้น  ให้เข้าไปข้างในความอ่อนโยนนั้นอีก โดยการเอาความรู้สึกเข้าในความอ่อนโยนความนิ่มนวล  แล้วก็จับที่ความรู้สึกที่อยู่ข้างในความอ่อนโยนนิ่มนวลนั้น  ให้สังเกตความรู้สึกหรือจิตที่อยู่ข้างในความอ่อนโยนเป็นอย่างไร  มีความอ่อนโยนชัดเจนขึ้น ละเอียดขึ้น หนาแน่นขึ้น  ยิ่งดูเข้าไปในความอ่อนโยนยิ่งดูยิ่งใส ๆ  ถ้ายิ่งใสก็ต้องรู้ว่าเป็นความใสที่ยังมีความละเอียดอ่อน  เป็นความอ่อนโยนที่ชัดเจนหรือเปล่า  นี่คือวิธีการเจริญความอ่อนโยนอย่างต่อเนื่อง  
                         การเจริญพลังความอ่อนโยนไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน  จะต้องมีบรรยากาศของความอ่อนโยนรองรับ  แล้วใช้ความรู้สึกที่อ่อนโยนทำหน้าที่รับรู้อารมณ์อีกชั้นหนึ่ง   ไม่ใช่แค่อยู่ในความอ่อนโยนแล้วรับรู้อารมณ์ทั่วไป  ตรงนั้นเป็นการเข้าไปอยู่ในความอ่อนโยนธรรมดา  ถ้าจะให้ความอ่อนโยนมีกำลังมากขึ้น  มีความหนาแน่นขึ้น  ต้องเอาความรู้สึกที่อ่อนโยนทำหน้าที่รับรู้  อย่างเช่นขณะที่ได้ยินเสียง เอาความรู้สึกอ่อนโยนเข้าไปที่เสียง  สังเกตเสียงมีลักษณะอย่างไร   จิตใจรู้สึกเป็นอย่างไร  เมื่อเสียงเกิดในบรรยากาศที่อ่อนโยน   ต้องกำหนดเสียงด้วยการเอาความรู้สึกที่อ่อนโยน  เข้าไปกำหนดเสียงที่เกิดในบรรยากาศ  พร้อมกับสังเกตอาการของเสียง  ที่เกิดในบรรยากาศนั้นมีลักษณะอย่างไร  คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในลักษณะอย่างไร  ความอ่อนโยนก็จะต่อเนื่อง  พลังของความอ่อนโยนก็จะมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ  การเจริญพลังของความมั่นคงก็เช่นเดียวกัน ใช้วิธีเดียวกัน  ต้องรู้ชัดว่าขณะนี้เรากำหนดหรือเจริญพลังตัวไหน  สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือบรรยากาศของความรู้สึก ทั้งรอบตัว ทั้งในตัวรูปมีลักษณะอย่างไร  อาการเกิด-ดับหรืออารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น  มีลักษณะอย่างไรสิ่งเหล่านี้ต้องสังเกต  เมื่อกำหนดอย่างนี้การเจริญสติ  การปฏิบัติของเราจะต่อเนื่องไม่มีเวลาหยุด  ไม่มีช่องว่างให้เราหยุดการปฏิบัติ  จนถึงขนาดรู้สึกว่าเวลาจะให้หยุดปฏิบัติ  หรือหยุดเจริญสติจะต้องบังคับ  และรู้สึกเหนื่อยกับการบังคับนั้น  ปฏิบัติไปจนกระทั่งรู้สึกว่าเวลาไม่ปฏิบัติจะต้องทำอย่างไร  เป็นเรื่องอัศจรรย์นะไม่ใช่ธรรมดา  
                         เมื่อเราปฏิบัติแล้วเรารู้สึกว่า  หาเวลาปฏิบัติไม่ได้  ปฏิบัติแล้วก็ลืม  ปฏิบัติแล้วก็ไม่ต่อเนื่อง  ถ้ายังเป็นอย่างนั้นอยู่ต้องเพิ่มความเพียรนะ  ต้องเพิ่มความเพียร  นักปฏิบัติบางคนหรืออาจจะหลายคน  ปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นขณะยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ กิน พูด คิด เหมือนกับว่าทุกๆอิริยาบถไม่พ้นสายตาของสติ  ทุกๆอิริยาบถทุกๆอาการที่เกิดขึ้น  อยู่ในสายตาของสติหรือความรู้สึก หนีไม่พ้น  การปฏิบัติการเจริญสติของเราจะต้องต่อเนื่องอย่างนี้  ขณะปฏิบัติจงให้อิสระกับสติ  ให้อิสระกับสติที่จะเกิดขึ้น  สติของเราจะเกิดขึ้นเมื่อไร  ต้องพร้อมที่จะให้เกิดและก็สานต่อ  พอมีสติเกิดขึ้นก็ใช้สตินั้นสานต่อกำหนดอารมณ์ต่อไปนะ  เพราะอะไร บางทีเราไม่ให้อิสระกับการเจริญสติ  เดี๋ยวก็ติดสิ่งนั้นบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง เหนื่อยบ้าง เพลียบ้าง ไม่มีอิสระมีแต่เวลามากั้นเอาไว้  มีแต่สิ่งนั้นสิ่งนี้จนไม่มีเวลาเจริญสติ  แต่กับความอยากความต้องการ ความคิดที่ฟุ้งซ่านเราให้อิสระเกิดได้ตลอด  ไม่ว่าจะเป็นก่อนนอน ขณะนอน ตื่นนอน ขณะพูดคุย ขณะทำงาน  ความฟุ้งซ่านความอยากต่างๆเกิดได้อย่างอิสระ  เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านั้นเกิดอิสระกว่าสติ  สติก็เลยถูกสิ่งเหล่านั้นเบียดเบียนไป  ต้องตั้งจิตใหม่  เราจะให้อิสระกับสติของเรา  ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นขณะไหนก็ตาม  ไม่ว่าจะเป็น ขณะยืน เดิน นั่ง นอน ขณะทำงาน  จะต้องมีสติให้สติเกิดขึ้น  ให้สติเป็นผู้ควบคุมอาการของเราทุกๆอาการ  ถ้าตั้งจิตอย่างนี้  สติของเราก็จะทำหน้าที่ดูแลเราตลอด  พอเราเผลอปุ๊บสติก็จะมา  บางครั้งเผลอไปสติก็จะรีบกระตุกเรียกสติกลับมา 
                         การตั้งจิตอธิษฐานทำให้จิตเรามีพลัง  ให้เรากระทำตามที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้   คำอธิษฐานเหล่านั้นจะคอยเตือนเรา  ให้ระลึกอยู่เสมอว่าต้องทำอย่างนี้  เพราะฉะนั้นการตั้งจิตให้สติเกิดขึ้นได้ทุกๆขณะ  ตั้งจิตให้สติเป็นผู้ดูแลเรา ให้สติเป็นผู้ควบคุมเราควบคุมการกระทำของเรา  ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจและทุกๆอาการ  การกระทำต่างๆเหล่านี้จะเป็นไปด้วยความรู้สึกที่ว่า  เป็นไปอย่างไม่มีตัวตน  เป็นไปอย่างอิสระ  เป็นไปอย่างรู้สึกเบา มั่นคง ผ่องใส   แต่ถ้าเมื่อไรที่ปล่อยให้กิเลสเป็นผู้ควบคุมเราก็จะหนัก  เหนื่อยล้าไม่เบิกบาน  เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติหรือชาวพุทธทั้งหลาย  การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  การเจริญสติควรจะทำเวลาไหน  ทำได้ทุกๆขณะทุกๆเวลาถ้าเราให้โอกาส  ทุกๆขณะทุกๆอาการของเรา  เป็นที่ตั้งของการเจริญสติได้ทั้งหมด  การเจริญสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ  และการเจริญสติที่รู้ทุกๆอาการได้ทั้งหมดต้องมีเป้าหมาย  การมีสติอยู่กับทุกๆอาการเป็นสิ่งที่ดีแล้ว  เจตนาที่ต้องรู้และต้องเข้าให้ถึง  ความเป็นธรรมดาของอาการนั้น  ก็คืออาการพระไตรลักษณ์นั่นเอง  ต้องมีเจตนาที่จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นๆแล้วดับอย่างไร  การกำหนดอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนั้นกำหนดอาการของอะไร กำหนดอาการของรูป-นาม  สิ่งที่เห็นเป็นรูป ใจที่รู้เป็นนาม  เสียงที่ได้ยินเป็นรูป ใจที่รู้เป็นนาม  รู้ถึงอาการกระทบเป็นนาม  ความคิดมีมโนภาพเกิดขึ้น  มโนภาพของความคิดนั้นเป็นรูป  ความคิดเป็นนาม  ใจที่ทำหน้าที่รู้ถึงมโนภาพหรือความคิดนั้นเป็นนาม  
                         เมื่อไรที่เห็นจิตที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์นั้นดับรูปก็ดับ  การเห็นรูป-นามดับในแต่ละขณะๆ   จะทำให้จิตคลายอุปทานๆไม่เกิดขึ้น  อุปทานในรูปที่เราเห็น  การยึดติดในอารมณ์ที่เราเห็นก็ไม่เกิดขึ้น  เห็นอารมณ์ดับแต่ละครั้งจิตจะยิ่งผ่องใส  ด้วยความผ่องใสของจิตจะทำให้เราเห็นใจของเราได้  เห็นจิตที่ทำหน้าที่รู้กับสิ่งที่ถูกเห็นเป็นคนละส่วนกัน  แต่ถ้าไม่เห็นอาการเกิด-ดับของรูป-นาม  ก็ยังไม่สามารถที่จะเป็นแนวทาง  หรือนำพาให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิงได้  การที่จะหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิงก็ต้องอาศัย  อาการเกิด-ดับของรูป-นาม  เพราะฉะนั้นการกำหนดสภาวะทุกครั้ง  การกำหนดอารมณ์ทุกครั้ง  ต้องมีเจตนาอย่างชัดเจนนะ  ว่าเราจะกำหนดรู้อาการที่เกิดขึ้นของอารมณ์อะไร  ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ  สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนาเน้นที่อาการพระไตรลักษณ์  วิปัสสนาเน้นที่กำหนดรู้อาการพระไตรลักษณ์  คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปของอารมณ์ 
                         สมถะเน้นที่ความสงบและความนิ่งของจิต  เมื่อจิตเราสงบนิ่งแล้วให้ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา  กำหนดรู้อาการเกิด-ดับของรูป-นาม ก็จะเป็นตัวส่งทำให้การปฏิบัติของเราก้าวหน้าได้เร็วขึ้น  ดังนั้นจึงขอฝากนักปฏิบัติว่า  เวลาเรากำหนดสภาวะต่างๆแต่ละอย่าง  ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่า  ขณะนี้กำหนดรูป กำหนดเสียง กำหนดกลิ่น กำหนดเวทนา กำหนดสัญญา กำหนดสังขาร กำหนดวิญญาณคือใจรู้  กำหนดอย่างนี้จะทำให้จิตเรามีกำลัง  สภาวะจะไม่ซับซ้อน  จริงๆแล้วสภาวะที่เกิดไม่ซับซ้อน  สภาวะธรรมลึกซึ้งแต่ไม่ซับซ้อน  ที่ซับซ้อนเกิดจากความคิด  ความคิดนี่จะซับซ้อน  คิดไปหลายชั้นหลายขั้นตอนซับซ้อนตามไม่ทัน  ขณะกำหนดในปัจจุบันขณะนี้เป็นอย่างนี้  เกิดขึ้นแล้วดับอย่างนี้  เกิดขึ้นอย่างนี้ดับไปอย่างนี้  ไม่ควรมีความคิดเข้าไปปรุงแต่ง  เพื่อให้เกิดความซับซ้อนขึ้นมา  เห็นอย่างไรรู้อย่างนั้นกำหนดให้ทัน  พยายามกำหนดให้ทันปัจจุบันให้ได้มากที่สุด
                        หวังว่าที่แสดงมาคงจะทำให้นักปฏิบัติมีความ เข้าใจ  ในหลักและวิธีการปฏิบัติการกำหนดสภาวะมากขึ้น  วันนี้ ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้  ขอให้มีแต่ความสุขความจริญทุกๆคน  

  เทศน์วันอาสาฬหบูชา พ.ศ.๒๕๔๘
( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร )

                         ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์
                         ขอแสดงความเคารพต่อท่านแม่ครู ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชามา ณ ที่นี้ด้วย
                         ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมทุกๆคน
                         วันนี้เรามาทำการบูชาพระพุทธเจ้า  ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้แสดงปฐมเทศนาครั้งแรก  ทรงแสดงธัมจักรกัปปะวัฒนะสูตร  เป็นการประกาศธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว  ที่เป็นรูปแบบเป็นกิจลักษณะ  
ประกาศแก่ปัจจวัคคีย์ทั้ง ๕  ประกาศสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ คืออริยสัจ ๔ นั่นเอง  สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์  นิโรธความดับทุกข์ มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  ซึ่งพวกเราทั้งหลายคงทราบกันดีอยู่แล้ว  ทุกข์ที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศให้เราได้พิจารณาถึงสัจธรรม  คือความจริงของชีวิตของรูป-นาม  ที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้  ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ตั้งอยู่ในลักษณะทั้งสาม  คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าให้เราพิจารณา  ก็คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนาม กาย-ใจ  ความทุกข์มี 2 อย่างที่เราควรพิจารณาคือ  ทุกข์ทางกายอย่างหนึ่ง  ทุกข์ทางใจอย่างหนึ่ง
                         คำว่าทุกข์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว  จึงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เองว่าเราต้องกำหนดรู้  ต้องมีสติกำหนดรู้ถึงลักษณะของทุกข์ถึงความเป็นทุกข์  และก็ต้องรู้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ว่าเป็นเพราะอะไร  ความทุกข์ทางกายที่เกิดขึ้น  เมื่อเรารู้ว่าเป็นทุกข์ทางกายควรทำอย่างไร  ควรทำตามวิถีทางเราด้วยการรักษาดูแลไป  ทุกข์ทางกายเกิดจากอะไรก็ต้องแก้ไขไป  ทุกข์ทางใจเกิดจากอะไรนี่คือสิ่งที่ควรพิจารณา  
เราแยกสองอย่างนี้ให้ชัดก่อนว่า  ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับเรานั้น  เกิดจากทางกายหรือเกิดจากทางใจ  เป็นความทุกข์ทางกายหรือเป็นความทุกข์ทางใจ  ถ้าเป็นความทุกข์ทางกายก็ต้องดูแลรักษาทางกาย  ทุกข์ทางกายที่เกิดขึ้นเกิดจาก  ความไม่สมดุลของธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ  ธาตุใดธาตุหนึ่งมีกำลังมากไป  ก็จะทำให้เกิดความทุกข์หรือทุกขเวทนาเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นธาตุไฟหรือ ธาตุลม  ธาตุใดธาตุหนึ่งที่เกิดขึ้นที่มีกำลังมากกว่า  ก็จะทำให้ร่างกายเราแปรปรวนเกิดทุกขเวทนาขึ้นมา  
                         ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นเพราะคนเรามีอุปาทานในขันธ์ ๕ คือการยึดมั่นถือมั่นยึดติดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ยึดติดอย่างไร เพราะมีความเข้าใจผิดว่ารูปเป็นของเรา เวทนาเป็นของเรา สัญญาเป็นของเรา วิญญาณเป็นของเรา  เมื่อมีความรู้สึกว่าขันธ์ ๕ เป็นของเรา  อุปาทานเกิดตัวตนเกิด  อุปาทานเกิดยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น  และเข้าใจผิดคิดว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นของเที่ยง  เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ต้องอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา  เหมือนเราเข้าใจว่าร่างกายนี้ไม่รู้จักแก่  เกิดขึ้นแล้วเป็นหนุ่มตลอด  ไม่ยอมรับความแก่ ความเจ็บ หรือความตาย  เพราะอะไร เพราะเราเข้าใจว่ามันเที่ยง  เมื่อเข้าใจว่ารูปเที่ยงและเข้าใจว่านามเที่ยง  คือความรู้สึกหรือจิตที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖  จิตที่ทำหน้าที่รับรู้นั้น  ถ้าเราเข้าใจหรือเห็นว่าเป็นจิตดวงเดียว  ทำหน้าที่รับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กายหรือทางใจก็ตาม  มีจิตดวงเดียวทำหน้าที่รับรู้  อุปาทานก็เกิดขึ้นที่จิตอีก  ยึดเอาจิตนั้นแหละเป็นอารมณ์  หมายถึงว่ายึดเอาจิตนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา  
                         เมื่อไรที่เรายึดรูปหรือนามก็ตามว่าเป็นของเรากิเลสก็เกิดขึ้น  เมื่อกิเลสเกิดความเศร้าหมองของจิตก็เกิด  เมื่อกิเลสเกิดกิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์   ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นตามมา  เพราะฉะนั้น ความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้  เรากำหนดรู้ถึงความทุกข์ว่า  ขณะนี้เรามีความทุกข์ทางกาย  ขณะนี้เป็นความทุกข์ทางใจ  พิจารณาถึงธรรมชาติของรูป-นาม  ลักษณะของภาวะที่เป็นทุกข์คือ  ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ความหมายที่ว่าทุกข์เป็นของทนอยู่ได้ยาก  เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องดับ  ไม่มีอะไรในโลกนี้ เกิดขึ้นแล้วไม่ดับ  ลักษณะคือเกิดขึ้นแล้วต้องดับเรียกว่าทุกข์  ทุกข์เพราะตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  เพราะฉะนั้นสภาวะต่างๆอารมณ์ต่างๆ  ที่เข้ามากระทบทาง ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจของเรา  ถ้าเรามีเจตนาที่จะกำหนด  รู้ถึงลักษณะของอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าอารมณ์ไหนเกิดขึ้นก็ตาม  พิจารณาดูว่าเกิดขึ้นแล้วดับอย่างไร  
                         การจะพิจารณาอารมณ์หรือความทุกข์  หรือกำหนดรู้ถึงลักษณะของความทุกข์ได้ชัดเจนนั้น   การกำหนดนั้นต้องไม่ประกอบด้วยตัวตน  คือมีสติรู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบันจริงๆ  อารมณ์ปัจจุบันในขณะนี้และเดี๋ยวนี้ว่า  ขณะนี้เรากำลังฟัง ขณะนี้กำลังนั่ง ขณะนี้กำลังทำ ขณะนี้กำลังพูด ขณะนี้กำลังคิด  อาการแค่รู้ว่าคิดถือว่าเป็นปัจจุบันเพราะมีสติรู้  ถ้าให้เป็นปัจจุบันขณะเล็กจริงๆก็ต้องพิจารณาเข้าไปอีกว่า  ความคิดแต่ละขณะที่เกิดขึ้นเกิดแล้วดับอย่างไร  ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้ความคิด  ในแต่ละขณะเล็กจัดเป็นปัจจุบัน  การพิจารณาหรือกำหนดรู้อารมณ์ที่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตรงนี้จัดเป็นมรรคคือวิธีดับทุกข์  มรรคเป็นสิ่งที่ควรเจริญ  สมุทัยเป็นเหตุที่ต้องละ  ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนด  นิโรธต้องทำให้เกิดขึ้น   ถ้าเรารู้แนวทาง(มรรค)ในการกำหนด  ในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์  การดับทุกข์ก็จะทำได้ง่าย   เราจะดับทุกข์ๆทางไหนต้องรู้ด้วยนะว่า  ทุกข์ที่เราจะดับนั้นเป็นทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ  ถ้าเป็นทุกข์ทางกายเรามานั่งคิดให้มันดับมันก็ดับไม่ได้  
                         การปรับ ธาตุ ๔ ให้สมดุลมีหลายวิธี หลายอย่าง  ที่เราทำได้ง่ายๆก็คืออาศัยยาเข้าช่วย  หรือการพักผ่อนเพื่อให้สภาพร่างกาย  กลับเข้าที่ให้สมดุลกัน  ความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเวทนานั้นก็จะดับไป  อีกอย่างหนึ่งปรับธาตุด้วยการใช้พลังจิต  ก็คือการเจริญพลังเพื่อให้ธาตุ ๔ สมดุลกัน  ซึ่งก็ช่วยให้การเจ็บไข้ได้ป่วยลดลงไปได้  นี่คือประโยชน์ของการปรับธาตุ ๔ ให้สมดุลกัน  นี่เป็นการกำหนดรู้เวทนาที่เกิดทางกาย หรือดับทุกข์ทางกาย  แล้วความทุกข์ทางใจที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร  มีอารมณ์หรือเหตุอะไรทำให้ใจเราเป็นทุกข์ ความทุกข์เกิดจากความอยาก ก็ต้องดับที่ความอยาก  ถ้าทุกข์ใจเกิดจากความคิดก็ต้องรู้ว่า ทุกข์ใจเกิดจากความคิด  ทีนี้เวลาเกิดขึ้นมาแล้วเราจะดับอย่างไร  จะดับที่ความคิดหรือดับที่ความทุกข์ ตรงนี้ต้องพิจารณา  บางครั้งเรารู้แต่ว่าตอนนี้ทุกข์มาก  แต่ไม่ทราบว่าทุกข์เพราะอะไร  มีความคิดเยอะมากทำให้เครียดทำให้ทุกข์แล้วจะดับอย่างไร  ให้พิจารณาดูดีๆว่า  ความรู้สึกที่รู้ว่าคิดกับความคิด  เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  
                         วิธีดับความทุกข์ที่เกิดจากความคิด ให้พิจารณาก่อนว่าความรู้สึกที่ทำหน้าที่รู้ว่าคิด  กับความคิดเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะอย่างไร  รู้สึกอึดอัดรู้สึกวุ่นวาย รู้สึกสลัวๆ รู้สึกไม่ชัดเจน  ให้พิจารณาหรือกำหนดรู้ว่า  ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รู้กับความอึดอัดเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้เราจะเห็นว่า  ความรู้สึกกับความคิดที่เกิดขึ้นแยกเป็นคนละส่วน  นี่คือเห็นธรรมชาติของรูป-นามแล้วนะ  ถ้าเมื่อไรที่เราเห็นอาการอึดอัด  แยกเป็นคนละส่วน กับใจที่ทำหน้าที่รู้ว่าอึดอัด   นั่นเป็นการแยกเวทนาทางกาย(อาการอึดอัด) กับความรู้สึกออกจากกัน  แค่เราแยกเวทนากับความรู้สึกออกจากกันได้  ความรู้สึกก็จะเบาขึ้นความทุกข์ก็จะน้อยลงโดยอัตโนมัติ  เมื่อแยกความรู้สึกกับเวทนาออกจากกันได้แล้ว  ต่อไปก็ทำให้ความรู้สึกมีกำลังมากขึ้น  ด้วยการขยายความรู้สึกให้กว้างขึ้น  ให้กว้างกว่าเวทนาให้กว้างกว่าความอึดอัด   
                         เมื่อขยายความรู้สึกให้กว้างขึ้น  ความอึดอัดจะค่อยๆเลือนลง  ลดลงน้อยลงและดับไป  ความอึดอัดดับเมื่อไรความทุกข์ก็ดับเมื่อนั้น  เพราะความอึดอัดคือความทุกข์  ตรงนี้เป้าหมายชัดเจนขึ้น  ว่าเราต้องการดับทุกข์หรือความอึดอัด  ไม่ใช่เจตนาว่าจะไปดับความคิด  แต่ในขณะเดียวกันเมื่อความอึดอัดดับ  ความคิดก็พลอยน้อยไปด้วย  เมื่อความอึดอัดดับไปจิตเรารู้สึก เบาขึ้น โล่งขึ้น  ความทุกข์ดับแล้วเหลือแต่ ความเบาความโปร่ง ความผ่องใสของจิตที่เกิดขึ้น  ทีนี้ทำอย่างไรในเมื่อเรื่องที่ต้องคิดยังมีอยู่  อารมณ์ที่เราต้องคิดยังมีอยู่  เราก็ใช้ความรู้สึกหรือจิตที่ว่างเบานั่นแหละ  ทำหน้าที่รับรู้ความคิดต่อไป  ไปรับรู้เรื่องราวที่เราต้องคิด  ด้วยการใช้ความรู้สึกที่เบากว้างกว่าเรื่องที่คิด  แล้วเอาสิ่งที่ต้องคิดมาไว้ข้างหน้า  แล้วพิจารณาว่าความคิดที่เกิดขึ้น  ถ้าจำเป็นต้องคิดเราก็คิดในความว่าง  แต่ถ้าเรื่องไหนที่ไม่จำเป็นต้องคิด  ก็เอาความรู้สึกที่เบาว่างเข้าไปดับเสีย  ถ้าเกิดขึ้นมาใหม่ก็ต้องดับใหม่  ดับซ้ำๆจนความคิดนั้นหมดไป  นี่คือการกำหนดรู้หรือดับความทุกข์
                         เหตุแห่งความทุกข์เพราะมีตัวตน มีอุปาทาน  มีความรู้สึกว่าเป็นเรา  เราเป็นผู้คิดความคิดเป็นของเรา  แล้วทำให้เกิดความเครียด ความอึดอัดขึ้นมา  เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่ดับความอึดอัด  เมื่อไรที่เราเห็นว่าความรู้สึกกับความอึดอัดเป็นคนละส่วน  เมื่อนั้นความเป็นเราความมีตัวตน  ความรู้สึกเป็นเราดับไป  เหลือแต่ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รู้ความทุกข์ นี่เป็นการกำหนดรู้  แล้วมรรคคือทางดับทุกข์  เราขยายความรู้สึกให้กว้างกว่าความทุกข์เราก็ดับได้แล้ว  เพราะฉะนั้น มรรคก็เกิดขึ้น  นิโรธก็เกิดขึ้นในขณะนั้น  นิโรธแปลว่าความดับๆอะไร  ดับความทุกข์ ดับอารมณ์ความอยาก  ดับกิลสดับขณะใหญ่เป็นขณะๆไปจนถึงดับขณะเล็ก  สุดท้ายก็เข้าถึงมรรค ผล นิพพานได้  
                        
ในขณะหนึ่งๆที่เราสามารถดับทุกข์ได้  ชั่วขณะหนึ่งๆก็ถือว่าเป็นบุญแล้วเป็นสิ่งที่ดีแล้ว  อริยสัจ ๔ คือความจริงทั้ง ๔ ประการ  ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นรู้ว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์  รู้ว่าสิ่งนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์คืออุปาทานนั่นเอง  พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่ารูปูปาทานักขันโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นคือรูป  เวทนูปาทานักขันโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นคือเวทนา  สังขารูปาทานักขันโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นคือสังขาร  สัญญูปาทานักขันโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นคือสัญญา  วิญญาณูปาทานักขันโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นคือวิญญาณ  วิญญาณใจรู้ที่เกิดขึ้นทำหน้าที่รับรู้อารมณ์  เพราะฉะนั้นธรรมชาติสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้ว  ให้เรากำหนดรู้ตามความเป็นจริง  เพื่ออะไร เพื่อที่จะให้เราละอุปาทาน  ไม่ให้ขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้เป็นที่อาศัยของกิเลส  เพราะกิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นสมุทัย  ถ้าเรากำหนดอารมณ์ต่างๆด้วยความรู้สึกไม่มีตัวตน  ธรรมชาติหรือขันธ์ ๕ เหล่านี้ก็เป็นแค่เพียงธรรมชาติ  ที่กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่  ทุกข์ทางกายก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพของธรรมชาติ  รูปกายอันนี้มีการเสื่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา  กิเลสก็ไม่เกิดความทุกข์ใจก็ไม่เกิดขึ้น  เมื่อเวทนาเกิดขึ้นทางกายก็เข้าใจได้รู้ได้ว่า  เป็นเวทนาของร่างกายเป็นธรรมชาตินะ  
                         พระพุทธเจ้าสอนให้เราทั้งหลายพิจารณาเนืองๆว่า  ร่างกายนี้มีความเจ็บเป็นธรรมดา  มีความแก่เป็นธรรมดา  แล้วก็มีความตายเป็นธรรมดา  เมื่อเป็นธรรมดาจึงไม่ต้องไปทุกข์กับมันมากนัก ให้เข้าใจ  แต่ความทุกข์ทางใจที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่ธรรมดา  เพราะอะไร เพราะความเข้าใจผิดคิดว่า  สิ่งต่างๆเที่ยงจึงทำให้ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้น  เมื่อมีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์  คนเราปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์  อารมณ์ที่ชอบปรารถนาให้ตั้งอยู่นานๆ  เมื่อตั้งอยู่ไม่ได้ดั่งใจก็เกิดทุกข์  อารมณ์ที่ไม่ชอบปรารถนาให้หายไป  แต่ไม่ได้หายไปดั่งใจไม่ทันใจก็เป็นทุกข์  เพราะฉะนั้นสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น  จะเห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามความต้องการ  ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  แต่เป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกันเท่านั้น  ถ้าอยากให้สิ่งใดเกิดขึ้นหรือดับไปก็ทำเหตุปัจจัยใจให้ดี  ความทุกข์เกิดขึ้นแล้วเราจะทำให้ความทุกข์ดับเร็วได้อย่างไร  ความทุกข์จะดับเร็วหรือช้าก็อยู่ที่สติปัญญาอยู่ที่การกำหนด  อยู่ที่สติของเราว่าเรามีสติกำหนดรู้อารมณ์นั้นเร็วแค่ไหน  ถ้าเรากำหนดดับตัวตนได้เร็วความทุกข์ก็จะดับเร็ว  ถ้าขยายความรู้สึกให้กว้างได้เร็วความทุกข์ก็จะดับเร็ว อุปาทานก็จะดับเร็ว  เมื่ออุปาทานดับเร็วตัวตนก็ดับเร็ว  ความทุกข์ก็ดับเร็วไปด้วย  เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำหตุปัจจัยให้ดี  อยากเฉยๆไม่สามารถที่จะดับ หรือเข้าถึงความดับเข้าถึงธรรมะได้  อย่างเช่นเราอยากทำใจให้ว่างอยากที่จะสงบ  อยากจะให้ใจเราว่างแต่ไม่รู้วิธีทำ  แค่อยากเฉยๆความว่างก็ไม่เกิดขึ้น  อยากจะให้ใจสงบแต่ไม่รู้วิธีทำความสงบก็ไม่เกิดขึ้น  
                         เพราะฉะนั้นอยากสิ่งใด  อยากทำความดีหรืออยากทำใจให้สงบ  ก็ต้องมีวิธีทำใจให้สงบถึงจะสงบได้  แค่อยากเฉยๆไม่พอ  อริยสัจ ๔ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ  ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ  การแก้ปัญหาต่างๆก็ต้องรู้เหตุว่าปัญหาเกิดจากอะไร  เหตุที่ทำให้ใจเกิดทุกข์เกิดจากอุปาทานมีตัวตน   วิธีดับก็คือดับที่ใจเราดับที่ตัวเราดับความรู้สึกที่มีตัวตน  ไม่ใช่ดับข้างนอกหรือดับที่บุคคลอื่น  เพราะทุกข์เกิดที่ใจของเราฉะนั้นจึงต้องดับที่ใจของเรา วิธีการดับทุกข์ที่ง่ายที่สุดอย่างที่บอกแล้ว  อย่างที่ท่านแม่ครูสอนวิธีดับทุกข์บางครั้งเวลาทุกข์เกิดขึ้นไม่สามารถขยายความรู้สึกได้  ให้ใช้วิธีย่อความรู้สึกให้เล็กๆกว่าอารมณ์นั้น  หรืออีกอย่างหนึ่งให้เอาความรู้สึก  ซ้อนเข้าไปที่ความทุกข์ๆก็จะดับ  หรือความทุกข์นั้นจะค่อยๆสลายๆแล้วก็ดับไป  
                         วิธีดับทุกข์อีกอย่างหนึ่ง  ถ้าเราสามารถเลือกวางตำแหน่งของความรู้สึกหรือสติได้จะดีมากๆ  เช่นวางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ข้างหน้า  วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ด้านข้าง วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ข้างหลัง  ขณะเดียวกันก็ให้พิจารณาว่า  วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ใกล้รูป  รูปรู้สึกได้มั้ยมีอาการอย่างไร  รูปตั้งมั่นขึ้น มีความสงบขึ้น มีความนิ่งขึ้น  ถ้าเอาความรู้สึกซ้อนติดกับรูปๆรู้สึกอย่างไร  นี่คือสิ่งที่ต้องพิจารณาต้องสังเกต  ต้องรู้ถึงความแตกต่างของการวางตำแหน่ง  ของความรู้สึกในแต่ละครั้ง  ถ้าวางตำแหน่งของความรู้สึก  ให้อยู่ส่วนที่หนึ่งคือส่วนศีรษะของเราแล้วรู้สึกอย่างไร  ที่ว่ารู้สึกอย่างไรก็เพื่อให้เรามีการพิจารณา  ถ้าเลื่อนต่ำลงมาจิตใจเรารู้สึกอย่างไร  รู้สึกเบา รู้สึกมั่นคง รู้สึกตื่นตัว รู้สึกสว่าง  ถ้าวางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ข้างหลังรูป  รูปนี้หนักหรือเบาหรือมีอาการอย่างไร ให้รูปเป็นฉากบางจิตใจรู้สึกอย่างไรมีพลังมั้ย  มีความตื่นตัวมั้ย  รู้สึกได้พักผ่อนหรือว่ารู้สึกอย่างไร  ความรู้สึกกว้างหรือแคบ  ถ้าเอาความรู้สึกไว้ข้างหน้ารูป  ขณะนั้นรูปเราเป็นอย่างไรมีอาการอย่างไร  มีความตื่นตัวมีความพร้อมในการรับรู้มากขึ้นหรือน้อยลง  การวางตำแหน่งของความรู้สึก  ถ้าวางในรูปที่เล็กเกินไปรูปนี้มีลักษณะหรืออาการอย่างไร 
                         ในชีวิตประจำวันควรวางตำแหน่งความรู้สึกไว้ข้างหน้า  ให้ความรู้สึกที่อยู่ข้างหน้ากว้างกว่าอารมณ์  ถ้าความรู้สึกกว้างกว่ารูป(ตัว) การรับรู้อารมณ์(บัญญัต)
จะได้มาก  รับรู้ในขณะเดียวกันได้หลายๆอารมณ์  แต่ถ้าวางความรู้สึกไว้ข้างหน้าแล้วนิ่งแคบๆ  ความรู้สึกก็จะรับรู้อารมณ์(บัญญัติ)แค่อารมณ์เดียว  การทำงานของจิตไม่คล่องแคล่ว  รับรู้อารมณ์ช้าประสิทธิภาพก็น้อยลง  เพราะฉะนั้นการวางตำแหน่งของความรู้สึก  เราต้องมีเจตนาที่ชัดเจนว่า  วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ข้างหน้าเพื่ออะไรได้ประโยชน์อย่างไร  วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ที่รูปเพื่ออะไร  วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ข้างหลังรูปเพื่ออะไร  วางตำแหน่งของความรู้สึกไว้ที่ส่วนที่หนึ่ง(ศรีษะ) เพื่ออะไร  
                         การปฏิบัติการกำหนดอารมณ์ต่างๆทุกครั้ง  เป้าหมายคือเจตนาของตัวเราต้องชัดเจนว่า  เราทำสิ่งนี้อย่างนี้เพื่ออะไรได้ประโยชน์อย่างไร  ถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจนสภาวะที่เกิดขึ้นก็ไม่ชัดเจน  ที่สำคัญขาดความเข้าใจในสภาวะที่เกิดขึ้น  ไม่รู้ถึงเหตุและผลของการปฏิบัติ  ไม่ซึ้งในธรรมะที่ได้พบได้เห็นมาด้วยตาปัญญาว่ามีประโยชน์อย่างไร  ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร  ใช้แก้ปัญหาได้อย่างไร  เมื่อขาดความเข้าใจก็ไม่เห็นความสำคัญ  ความต่อเนื่องของการเจริญสติ  ความคมชัดของสภาวะที่เกิดขึ้นก็จะไม่ชัดเจน   การวางตำแหน่งของความรู้สึก  ถ้าเราสามารถวางสติ(ความรู้สึก)ให้ใกล้อารมณ์ก็ได้  ให้ห่างจากอารมณ์ก็ได้  เวลากำหนดรู้ถึงลักษณะของอาการพระไตรลักษณ์  ของอารมณ์ต่างๆหรือการเจาะสภาวะ  เราสามารถเอาความรู้สึกไปไว้ตำแหน่งเดียวกับอาการที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นขณะนั่งสมาธิ ขณะเดินจงกรม ขณะทำงาน หรือขณะกำหนดอิริยาบถย่อยอยู่
                         ต้องรู้ว่าในแต่ละขณะที่เราเอาความรู้สึกเข้าไปรู้นั้น  ไปกำหนดอารมณ์อะไรอยู่ กำหนดรูป กำหนดเสียง กำหนดกลิ่น กำหนดการกระทบหรือกำหนดความคิด  หรือว่ากำหนดอาการเกิด-ดับของรูป-นาม  ต้องรู้เมื่อรู้แล้วเวลากำหนดสภาวะจะมีความชัดเจน  เป้าหมายชัดเจนสภาวะชัดเจน  การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  อย่างที่ท่านแม่ครูสอน  ถ้าเราต้องการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา  เพื่อให้เข้าถึงธรรมะได้เร็ว  ให้เอาความรู้สึกเกาะติดกับอาการเกิด-ดับ  ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่มีกำลังมากที่สุดในขณะนั้น  ยกตัวอย่างขณะที่ได้ยิน  ขณะที่ฟังเสียงอยู่ขณะนี้  ถ้าต้องการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา  ก็ต้องวางตำแหน่งความรู้สึก  ให้อยู่ที่เดียวกับอาการเกิด-ดับของเสียง  ให้ความรู้สึกเกาะติดไปกับอาการเกิด-ดับของเสียง  ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด จนสิ้นสุด ทำแบบนี้ใช้หลักอันนี้  การเดินอาการเดินก็เหมือนกัน  อาการเดินไม่ว่าจะเป็นชัดในขณะกระทบ ขณะยก หรืออาการเกิด-ดับของอาการยก  ยกขึ้นมาเห็นชัดว่ายกขึ้นแล้วดับ  กระทบแล้วก็ดับไป  หรือว่าขณะกระทบไม่ชัดแต่ชัดตอนที่ยกขึ้นแล้วก็ดับ  ไม่ว่าชัดในขณะไหนให้เอาความรู้สึกเกาะอาการนั้น  ไม่ว่าจะชัดเฉพาะอาการยกอย่างเดียว  ก็ให้เกาะติดอาการยกอย่างเดียว  ถ้ากระทบแล้วดับกระทบๆแล้วดับ  เอาความรู้สึกไปเกาะติดกับอาการกระทบแล้วดับ  ที่สำคัญจะต้องมีความใส่ใจในการการพิจารณาด้วยการกำหนด
  และต้องเกาะติดอาการต่างๆให้ตลอด  พิจารณาสังเกตว่าอาการเกิด-ดับในแต่ละขณะ  เมื่อความรู้สึกเกาะอยู่ที่เดียวกับอาการ  อาการเกิด-ดับนั้นชัดขึ้น เร็วขึ้น ใสขึ้น น้อยลงหรือมีมากขึ้น  หรือเป็นไปในลักษณะอย่างไร  ทำไมการปฏิบัติธรรมต้องเน้นที่อาการเกิด-ดับ  การปฏิบัติวิปัสสนาทำไมถึงต้องเน้นที่อาการเกิด-ดับ  เพราะการกำหนดรู้ถึงอาการเกิด-ดับทำให้อุปาทานดับ  ทำให้การยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ต่างๆดับไปด้วย  
                        เมื่อนักปฏิบัติเข้าไปรู้ถึงลักษณะของอาการเกิด-ดับของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมารมณ์ต่างๆ  การยึดติดในอารมณ์นั้นก็ดับไปด้วย  ดับไปอย่างสิ้นเชิงนั่นคือปัญญา  เห็นตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าบอกว่า  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป  ไม่มีอะไรเที่ยงไม่สามารถบังคับได้  เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องดับตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  และอีกอย่างหนึ่งการเห็นอาการเกิด-ดับของรูปนามปรมัตถ์  ขณะที่กำหนดรู้ถึงอาการเกิด-ดับของรูปนามปรมัตถ์  ขณะนั้นไม่มีตัวตนไม่มีกิเลสจิตจะเป็นอุเบกขา  จิตบริสุทธิ์ ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา  มีแต่ปัญญาที่ทำหน้าที่รู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนาม  รู้ว่ามีการเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอย ู่ดับไป  เกิด-ดับ เกิด-ดับ มีแล้วหมด มีแล้วหมด  จิตดวงเก่าหมดไปจิตดวงใหม่เกิดขึ้นมา  จิตดวงเก่าดับไปจิตดวงใหม่เกิดขึ้นมารับรู้อารมณ์  เมื่อไรที่เห็นการเกิด-ดับของความรู้สึก  หรือจิตที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์แต่ละครั้ง  เห็นว่าจิตดวงเก่าดับไปจิตดวงใหม่เกิดขึ้นมา  จิตจะผ่องใสกว่าเก่า  มีความตื่นตัวมากกว่าเก่า  มีความบริสุทธิ์มากกว่าเก่า  มีความเบามากกว่าเก่า  และมีพลังมากกว่าเก่า  มีความนิ่งมีความมั่นคงมากขึ้นๆเรื่อยๆ  
                         การพิจารณากำหนดรู้ถึงลักษณะของการเกิด-ดับ  ของอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ  วิปัสสนาจึงเน้นการกำหนดรู้ถึงลักษณะของอาการเกิด-ดับ  ของรูปนามเป็นสำคัญ  นี่หลักของวิปัสสนา  การกำหนดการปฏิบัติวิปัสสนาไม่ใช่แค่คิดนะ คิดเอาไม่ได้  สภาวะที่เกิดขึ้นที่เรากำหนดรู้ถึงการเกิด-ดับ  ไม่ว่าจะเป็นของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ของการสัมผัสต่างๆ  ต้องกำหนดรู้ด้วยสติที่เป็นปัจจุบัน  ถึงจะเห็นลักษณะของอาการเกิด-ดับที่แท้จริงได้  ไม่ใช่การคิดว่าเกิดขึ้นแล้วเดี๋ยวก็ดับ  ตั้งอยู่ไม่นานเดี๋ยวก็ดับ  การคิดอย่างนั้นไม่สามารถทำให้จิตเราอิสระหรือผ่องใสได้  อาจจะว่างได้ชั่วขณะหนึ่งๆสงบได้ชั่วขณะหนึ่ง  แต่ไม่สามารถละกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง  ถ้าต้องการดับทุกข์ละกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง หรือต้องการหลุดพ้น  ต้องเน้นที่กำหนดรู้ถึงอาการเกิด-ดับของรูป-นามปรมัตถ์เป็นสำคัญ  เพราะฉะนั้นอริยสัจ ๔ คือความจริงแท้ที่เกิดขึ้น  ที่เราต้องเข้าไปดับหรือต้องเข้าให้ถึงนิโรธอาการดับจริงๆ  จึงต้องอาศัยการกำหนดรู้ถึงลักษณะของการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  ของอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับใจเรา  เน้นนะอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับใจเราเป็นสำคัญ  ความทุกข์ที่เกิดกับใจ ความโลภที่เกิดกับใจ ความโกรธที่เกิดกับใจเรา  หรือโมหะความหลงที่เกิดกับใจเรา  การจะดับกิเลส ดับทุกข์ ดับภพชาติ  ดับที่ตัวเองดับความโกรธ ความหลงของตัวเอง  การที่เราจะตามรู้ถึงความโลภ ความโกรธ และความหลงของตัวเอง  เป็นเรื่องยากเข้าใจได้ยากบางครั้งเห็นได้ยาก  ความโลภเกิดขึ้นนานแล้วถึงรู้  ความโกรธเกิดขึ้นสักพักแล้วถึงรู้  ความหลงยิ่งความหลงด้วยแล้วเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ  เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เราหลง เพื่อความรู้เท่าทัน ความโลภ ความโกรธ ความหลงของตัวเอง  เราจึงต้องมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน  
                         วิธีที่ง่ายที่สุดที่ทำได้ดีที่สุดก็คือการแยกรูป-นาม  ทำจิตของตัวเองให้ว่างก่อน  แล้วกำหนดรู้ที่จิตตัวเองให้มากว่ารู้สึกอย่างไร กำหนดรู้อารมณ์ในปัจจุบันให้มาก  การที่เรากำหนดรู้อาการเกิด-ดับของแต่ละอาการ  แต่ละอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น  การพูดการคิดหรือการกระทำของเรา  เป็นการป้องกันความโลภ ความโกรธ ความหลงไปในตัว  เป็นการป้องกันอกุศลไปในตัว  ที่เรียกว่าอินทรีย์สังวร  ก็คือการระวังอินทรีย์ ๖ ได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น  การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการให้ ความรู้สึกกว้างกว่ารูป(ตัว)  กว้างกว่าอารมณ์ที่รับรู้ไม่ว่าจะเป็นรูปเป็นเสียงก็ตาม  เมื่อไรที่ความรู้สึกเรากว้างกว่าอารมณ์อันนั้น  เป็นการสำรวมอินทรีย์ ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  เพราะอะไร  เพราะว่าเมื่อไรที่ความรู้สึกเรา  กว้างกว่าอารมณ์กว้างกว่าตัว  อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้รับรู้นั้น เกิดอยู่ในความว่างอยู่ไกลตัว  เกิดอยู่ในที่โล่งๆ เกิดอยู่ในที่เบาๆ  อารมณ์เหล่านั้นไม่สามารถเข้ามากระทบใจได้  เมื่อไรที่อารมณ์ไม่เข้ามากระทบถึงจิตใจ  ความโกรธไม่เกิดแน่นอน ความทุกข์ก็ไม่เกิดแน่นอน  การหลงใหลในอารมณ์นั้นก็ไม่เกิดเช่นกัน  นั่นคือการกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นทำให้ดีที่สุด  การที่เราจะป้องกัน ความโลภ ความโกรธ หรือความหลงที่เกิดขึ้นกับใจของเรา  จึงต้องทำใจให้ว่างคือดับตัวตน  แล้วขยายความรู้สึกให้กว้าง  รับรู้อารมณ์ต่างๆด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน  ก็จะทำให้ป้องกันกิเลสต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้  กิเลสขณะนั้นก็ไม่เกิดขึ้น  
                         เมื่อต้องการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา  เพื่อให้ละกิเลสอย่างสิ้นเชิง  ก็เอาความรู้สึกเข้าไปเกาะติด  กับอารมณ์ที่เกิดในความว่างนั้น พร้อมกับพิจารณาว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น  เกิด-ดับในลักษณะอย่างไร  ความรู้สึกที่เกาะติดกับอารมณ์ เกิด-ดับไปด้วยหรือเปล่า  เกิด-ดับไปด้วยหรือไม่ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณา  เพราะฉะนั้นถ้าต้องการเข้าสู่นิโรธหรือการดับทุกข์จริงๆ  ก็ต้องอาศัยวิปัสสนากำหนดอารมณ์ปัจจุบันให้มาก  กำหนดอารมณ์ปัจจุบันให้มาก  ก็เพื่อที่จะให้เห็นอาการพระไตรลักษณ์  ของอารมณ์ต่างๆนั่นเอง  การเข้าถึงอาการพระไตรลักษณ์  ของอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น  อาการพระไตรลักษณ์ของรูป-นามที่เกิดขึ้น  ทำให้การยึดติดหรือกิเลสที่จะอาศัยอารมณ์นั้นไม่เกิดขึ้น ตัวตนก็ดับกิเลสก็ดับ  และกิเลสที่ละเอียดที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิดขึ้น  ที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าถึงสัจธรรมจริงๆหรืออริยสัจ ๔ จริงๆ  จึงต้องอาศัยวิปัสสนากำหนดรู้  รู้ถึงอาการเกิด-ดับของรูป-นามเป็นหลัก
                         นักปฏิบัติทุกคน ญาติโยมทุกคน  ที่ต้องการดับทุกข์หรือต้องการที่จะหลุดพ้นจากทุกข์  ต้องการจะปฏิบัติเพื่อเดินทางไปสู่เป้าหมายสูงสุด  ดั่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ว่า  นิพพานัง สุขขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง  ถ้าเป้าหมายอยู่ตรงนั้นขอให้รู้ชัดว่าเราจะทำอย่างไร  ถ้ามีเป้าหมายไม่ชัดไม่รู้ชัดว่าเราจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร  การปฏิบัติก็จะเป็นไปในลักษณะไม่ต่อเนื่อง  ทำบ้างไม่ทำบ้าง  แต่ถ้ามีเป้าหมายชัดเจนความเพียรก็จะต่อเนื่อง  และจะไม่เกิดความรู้สึกท้อแท้ในการปฏิบัติของตัวเอง  เพราะต้องการที่จะพ้นจากวัฏสงสารนี้อย่างรวดเร็วคือในชาตินี้  เราก็ต้องตั้งจิตอธิษฐาน  คืออธิษฐานจิตเพื่อทำไม่ใช่อธิษฐานจิตเพื่อขอ  พระพุทธเจ้าอธิษฐานจิตเพื่อปฏิบัติบำเพ็ญเพียรในครั้งนี้ การอดอาหารในครั้งนี้เพื่อที่จะบรรลุธรรม  ถ้าไม่บรรลุธรรมจะไม่เสวยอาหาร  นั่นคือการตั้งจิตเพื่อที่จะทำ  เราชาวพุทธต้องเข้าใจนะ  ตั้งจิตเพื่ออะไรตั้งจิตเพื่อที่จะทำไม่ใช่ตั้งจิตเพื่อขอ  อย่างคำว่าขอพรก็เหมือนกัน  สมัยก่อนนางวิสาขาไปขอพรต่อพระพุทธเจ้า  ขอที่จะถวายผ้าอาบน้ำฝน  ซึ่งเป็นการขอพรเพื่อที่จะทำ  เพราะฉะนั้นถ้าเราขอพรเราก็ต้องรู้แล้วว่าขอเพื่ออะไรนะ  ถ้าตั้งจิตอธิษฐานก็ต้องตั้งจิตอธิษฐานว่าเราจะทำอะไร  ให้สัญญากับตัวเองแล้วทำตามคำอธิษฐานผลก็จะสำเร็จ  อย่างเราทำบุญทุกครั้งเราตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญอันนี้  จงเป็นปัจจัยให้เราไปถึง มรรค ผล นิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้เทอญ  การที่จะไปถึงมรรค ผล นิพพานได้  ต้องอาศัยการปฏิบัติต้องอาศัยการกระทำเท่านั้น ขอเฉยๆไม่ได้นะไม่มีใครให้ได้  นอกจากตัวเองต้องปฏิบัติเอง  ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะเข้าถึงได้เอง  นิพพานไม่ใช่ของอยู่ไกล นิพพานไม่ได้อยู่ชาติหน้า  นิพพานก็ไม่ได้อยู่ชาตินี้  ถ้าปฏิบัตินิพพานอาจจะอยู่ในขณะนี้  ถ้าเราปฏิบัติและกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน  เข้าถึงอาการพระไตรลักษณ์ได้  การทำบุญจะเกิดอานิสงส์มาก  เกิดประโยชน์มากก็ต้องทำด้วยปัญญา  ถ้าต้องการมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องปฏิบัติมีความเพียรอย่างต่อเนื่อง  ก็จะเข้าได้สมความปรารถนา
                         หวังว่าการแสดงธรรมมาในวันนี้  นักปฏิบัติทั้งหลายคงมีความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติ  วิธีปฏิบัติเพื่อที่จะเข้าถึงอริยสัจ ๔ เพื่อความพ้นทุกข์พ้นจากวัฏสงสาร  เพื่อความสันติสุขอย่างถาวร  ก็ขออานุภาพของพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์  พร้อมทั้งบุญกุศลที่เราได้ทำมาจงเป็นปัจจัยให้ทุกคน  จงประสบกับความสุขความเจริญในธรรม  และปรารถนาสิ่งใดขอให้สิ่งนั้น  จงสำเร็จสมดังปรารถนาทุกๆประการเทอญ
        

 เทศน์วันออกพรรษา พ.ศ.๒๕๔๘
 ( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร )

                         ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์
                         ขอแสดงความเคารพต่อท่านแม่ครู  ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชามา ณ ที่นี้ด้วย
                         ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมทุกๆคน
                         วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ชีวิตของเราก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง  ความเสื่อมของร่างกายของรูปอันนี้  เข้ามาเยือนเราทุกขณะ  เรารู้ได้ด้วยวันเวลาที่ผ่านไป หรือมีเหตุการณ์เทศกาลวันสำคัญ  ที่บัญญัติกันขึ้นมาเพื่อเตือนสติ  เพื่อให้เรารู้ว่าวันเวลาผ่านไปๆ  ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปเสื่อมไป  เราไม่สามารถห้ามหรือหยุด  กาลเวลาที่กำลังหมุนไปได้  สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ  วันเวลาที่ผ่านไปทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที  ที่เปลี่ยนไปนั้นให้อะไรแก่เราบ้าง  หรือเราได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับตนบ้าง  ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง  นี่คือสิ่งที่ควรพิจารณา  การจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่น  ได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับว่า  เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นประโยชน์กับตัวเราแค่ไหน  ทำไมถึงพูดอย่างนั้น เพราะว่าเมื่อไรที่เรารู้ว่า  การกระทำใดๆก็ตามที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเอง  จะต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น  คำว่าประโยชน์ในที่นี้หมายถึง  ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ในอนาคต  ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเราเท่านั้น  แต่หมายถึงประโยชน์ทางธรรม หรือความดีที่จะส่งผลให้เราอยู่อย่างสงบสุข  ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  ทั้งขณะนี้ขณะที่นั่งอยู่  แล้วก็อนาคตหลังจากลุกไปแล้ว  หรือว่าวันต่อๆไปที่จะส่งผลให้เรามีความสุข ความสงบ สันติ  เกิดความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ไม่เบียดเบียนตัวเอง  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น   คำว่าไม่เบียดเบียนตัวเองก็ต้องมีความพิเศษ  หรือมีตัวพิจารณาให้ละเอียดขึ้นไป  การไม่เบียดเบียนตัวเองด้วยอกุศล บางครั้งต้องใช้ความอดทนเพื่อสร้างความดี บางครั้งต้องใช้ความอดทนเพื่อสร้างความดี   ไม่ให้อกุศลนั้นมาเบียดเบียนเราให้ไปสู่ที่ต่ำ  
                         เพราะฉะนั้นจึงต้องมีขันติ  มีความอดทนเข้ามาเกี่ยวข้อง  ไม่ใช่ไม่เบียดเบียนตัวเองแล้วไม่มีความอดทน  ไม่ทำอะไรกลัวความลำบาก  ทำไปแล้วตัวเองลำบาก ไม่สบายเกิดความเดือดร้อน  อันนั้นเป็นไปตามความอยาก  บางครั้งจะเป็นไปตามความอยาก  คือขาดความอดทนแต่อยากสุขสบาย  เมื่อขาดความอดทนสิ่งที่จะตามมาก็คือกิเลส  คือจะทำอะไรก็ไม่ได้เกิดความอ่อนแอขึ้นมา  เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีขันติ  มีความอดทนเพื่อที่จะสร้างความดี  พระพุทธเจ้าก็อาศัยความเพียรต่างๆ  คนเราเมื่อมีความเพียรก็จะมีความอดทน  ที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา ในแต่ละวันเราจะสู้อุปสรรคต่างๆได้ ก็ต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจนและตั้งมั่น  เหมือนเราปฏิบัติธรรม  การปฏิบัติธรรมต้องมีเป้าหมายของการปฏิบัติ  ต้องรู้ว่าปฏิบัติเพื่ออะไร รู้เหตุ รู้ผล เมื่อรู้เหตุรู้ผลรู้เป้าหมายของการปฏิบัติแล้ว  ก็ต้องมีความเพียร ในขณะที่ปฏิบัติย่อมมีอุปสรรคบ้าง  อุปสรรคของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน  เพราะฉะนั้นเมื่ออุปสรรคแต่ละคนไม่เหมือนกัน  เมื่อมีอุปสรรคขึ้นมา  สิ่งที่ต้องมีหรือพื้นฐานก็คือความอดทน  มีขันติความอดทนและต้องมีความเพียร เพียรที่จะทำสิ่งนั้นให้บรรลุเป้าหมาย  ในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจและปรารถนาเอาไว้
                         การปฏิบัติถ้ามีเป้าหมายเพื่อความหลุดพ้น  หรือเพื่อการขัดเกลากิเลสตัวเอง  ตรงนี้ต้องรู้ชัดนะ  มีเป้าหมายเพื่อขัดเกลากิเลส หรือมีเป้าหมายแค่ต้องการความสงบชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น  หรือเพื่อดับทุกข์เป็นขณะๆไป  แต่เป้าหมายที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือ  การปฏิบัติธรรม  การเจริญสติหรือปฏิบัติวิปัสสนา หรือเจริญสติปัติฐาน ๔ นั้น  เป็นไปเพื่อความละกิเลส  เพื่อความดับทุกข์  เพื่อมรรค ผล นิพพาน  เพราะฉะนั้นเมื่อเราระลึกอยู่เสมอว่า  เจตนาของการปฏิบัติ  เป็นไปเพื่อความละกิเลส เมื่อไรก็ตามที่มีกิเลสเกิดขึ้น  เราก็ต้องรู้ต้องตามจิตตัวเอง เมื่อไรที่มีกิเลสเกิดขึ้นก็ต้องกำหนดรู้แล้วก็ดับ  ถ้าไม่มีเป้าหมายอย่างนี้  เวลากิเลสเกิดขึ้นจะไม่รู้  กิเลสเกิดตอนไหนก็ไม่รู้ กิเลสมาเมื่อไรก็ไม่รู้  เพราะไม่ได้พิจารณาหรือสำรวจจิตตัวเอง  เพราะฉะนั้นจึงต้องสำรวจจิตตัวเองบ่อยๆว่า  ขณะนี้เกิดอะไรขึ้น  ขณะนี้คิดอะไรอยู่  สำคัญมากๆ ไม่ใช่กำหนดรู้อย่างเดียว  ความอยาก ความหลง หรือความโกรธเกิดขึ้นแล้วกำหนดรู้  กำหนดรู้เพื่อที่จะดับรู้เพื่อที่จะสานต่อ  ต้องมีเจตนาและมีเป้าหมายอย่างชัดเจน
                         บัญญัติที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ต้องทำความเข้าใจ  บางเรื่องต้องทำความเข้าใจ  บางอย่างต้องกำหนดดับ ต้องดับทันที  ในขณะที่เจาะสภาวะ กำหนดรู้อาการพระไตรลักษณ์ของอารมณ์เหล่านั้น  ต้องกำหนดรู้ถึงอาการเกิด-ดับของสภาวะที่เกิดขึ้น ให้มากและให้เร็ว โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นอกุศลเป็นกิเลส เป็นความทุกข์ ความไม่สบายใจเกิดขึ้น  ต้องกำหนดดับให้เร็ว  วิธีดับจะดับด้วยวิธีไหนก็ได้  ถ้าเรากำหนดแล้วความทุกข์นั้นดับไป  ถ้ากำหนดรู้แล้วกิเลสนั้นดับไป ไม่ผิดแต่เป็นสิ่งที่ดี  ถ้าต้องการ มรรค ผล นิพพาน  หรือต้องการธรรมะที่สูงยิ่งขึ้นไป  แค่กำหนดอาการเกิด-ดับชั่วขณะหนึ่งไม่พอ  การกำหนดอาการเกิด-ดับของรูป-นาม ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสติจะได้มีความต่อเนื่อง  ปัญญาจะมีความละเอียด  เมื่อปัญญามีความละเอียดมากขึ้นก็จะเข้าใจสภาวะธรรม  หรือธรรมะที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น  สภาวะธรรมที่ละเอียดก็จะปรากฏชัดขึ้นและเห็นชัดด้วย  เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจึงต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจน  สองอย่างนี้ควบคู่กันนะ  บัญญัติกับปรมัตถ์ต้องอาศัยกัน  บัญญัติที่เป็นอกุศลให้ดับทันทีเพื่ออะไร  เพื่อที่จิตจะได้มีกำลังในฝ่ายกุศลมากๆ  แล้วเวลากำหนดสภาวะปรมัตถ์จะทำได้ง่าย  เวลาเจาะสภาวะปรมัตถ์จะทำได้ง่าย  เมื่อไรที่มีอกุศลจิตเกิดขึ้นแล้วกำหนดดับอกุศลจิตได้  เราจะรู้สึกมีความภูมิใจในตนเอง  มีความรู้สึกเบิกบานในตัวเองที่สามารถดับกิเลสได้ชั่วขณะนั้น  ที่สามารถเอาชนะอารมณ์ความรู้สึก  หรือความคิดของตัวเองได้แม้ชั่วขณะหนึ่ง
                        ถึงแม้ว่าเรายังไม่ละกิเลสอย่างสิ้นเชิงจริงๆ  แต่ทุกครั้งที่มีกิเลสเกิดขึ้น  หรือมีอกุศลเกิดขึ้นแล้วสามารถดับได้  แม้ชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นก็ตาม จงมีความพอใจในผลที่เกิดขึ้น  จงมีความพอใจในความดีกุศลจิตของตน ที่สามารถดับอารมณ์นั้นได้  เพราะเมื่อไรที่มีความพอใจในการเห็นนั้น  หรือการที่ตัวเอง สามารถดับอารมณ์นั้นได้  จะทำให้จิตยิ่งมีพลังมากขึ้น  ความสงบจะมีมากขึ้น  เมื่อไรที่มีความภูมิใจหรือมีความพอใจ (ฉันทะ)  พอใจในการดับอารมณ์  จิตจะมีความนิ่งความผ่องใส สติจะมีกำลังมากขึ้น  เมื่อพอใจบ่อยๆเห็นอาการเกิด-ดับของรูป-นามบ่อยๆ จิตจะยิ่งผ่องใสขึ้น  ในการกำหนดรูป-นาม  ในการกำหนดสภาวะในแต่ละอย่าง แต่ละครั้ง แต่ละขณะ ต้องรู้ว่าในแต่ละขณะมีอารมณ์ไหนเป็นอารมณ์ของจิต  หรือเป็นอารมณ์กรรมฐาน  ขณะที่กำหนดอารมณ์นั้นดับอย่างไร  คือพิจารณาดูอาการเกิด-ดับของรูป-นาม  กำหนดรู้ถึงลักษณะของอาการพระไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  ตรงนี้เป็นจุดสำคัญสำหรับนักปฏิบัติ  ที่มีเป้าหมายเพื่อการละกิเลสอย่างสิ้นเชิง  ต้องอาศัยอาการพระไตรลักษณ์  ถามว่าเวลากำหนดอาการพระไตรลักษณ์  บางครั้งเกิดความไม่แน่ใจว่าที่กำหนดนั้น ถูกหรือผิด ใช่หรือเปล่า  เมื่อไรก็ตามที่กำหนดสภาวะหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้น เรารู้ชัดว่าขณะนี้กำหนดอะไร กำหนดรูป กำหนดเสียง กำหนดกลิ่น กำหนดรส  หรือกำหนดเวทนาที่เกิดขึ้น  แล้วเห็นว่าเมื่อเอาความรู้สึกเข้าไปกำหนดอาการดับนั้นดับไป ไม่ผิด สภาวะที่เกิดขึ้นก็จะไม่ผิดด้วย
                       เมื่อไรที่เข้าไปกำหนดแล้ว เห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ผิด  เมื่อไม่ผิดถามว่าดีมั้ย ดี  แต่ว่าจะดีระดับไหนนั้นอีกอย่างหนึ่ง  จำไว้อย่างหนึ่งว่า  เมื่อไรที่กำหนดรู้ถึงอาการต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว  เห็นการเกิด-ดับของอารมณ์เหล่านั้น  ถือว่าดีเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น  ถ้าสติไม่ดีจะไม่เห็นอาการเกิด-ดับของอารมณ์  ถ้าสติ สมาธิไม่ดีจะไม่เห็นอาการเปลี่ยนแปลง  หรือเกิด-ดับของอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วทำไมถึงเห็นอาการเกิด-ดับนั้นซ้ำๆ เหมือนเดิมไม่ต่างจากเดิม  ตรงนี้อยู่ที่ความเพียร อยู่ที่สติ สมาธิที่มีอยู่ในขณะนั้น  ก็จะเห็นในลักษณะอย่างนั้น  จึงอยู่ที่ความเพียรหรือปัญญา  ที่จะพิจารณาให้ละเอียดขึ้นอีก  สภาวะก็จะก้าวหน้าขึ้น  การเพิ่มปัญญาก็ด้วยการเอาความรู้สึกเข้าไปในอาการ  เอาความรู้สึกเข้าไปในอารมณ์นั้นพร้อมกับสังเกตว่า  เมื่อความรู้สึกเข้าไปถึงอาการๆนั้นเปลี่ยนอย่างไรเป็นอย่างไร ดับในลักษณะอย่างไร เกิดอย่างไร หรือยังคงเดิม  สภาวะที่เกิดขึ้นต้องขณะต่อขณะ  ขณะที่เกาะติดกับอาการในขณะแรกเปลี่ยนอย่างนี้  เกาะติดกับอาการในขณะที่สองเปลี่ยนอย่างนี้ เกาะติดกับอาการในขณะที่สามเปลี่ยนเป็นอย่างนั้น  ขณะที่สี่กลับมาเหมือนเดิม  ก็ต้องรู้ชัดขณะที่ห้า เข้าไปเกาะติดอาการที่เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หมายถึงว่าบางครั้งเข้าไปขณะแรกทันตอนที่เกิดอย่างเดียว  ขณะแรกขณะสองทันที่เกิดไม่เห็นอาการดับ  เมื่อเกาะติดอาการไปเรื่อย เห็นทั้งเกิด ทั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  เมื่อไรที่เห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  เกิดจากสติมีกำลังมากขึ้นเห็นทั้ง ๓ ขณะ เห็นตั้งแต่เกิดไปจนถึงดับ 
                        บางครั้งเป็นความรู้สึกไม่แน่ใจว่า  ทำไมเวลากำหนดแล้วเห็นแต่เกิดอย่างเดียวไม่เห็นอาการดับ  เมื่อไม่เห็นอาการดับเกิดความไม่สบายใจ เพราะต้องการกำหนดรู้ที่อาการดับ นี้คือเจตนา  สิ่งที่เรารู้ว่าอยากรู้ความดับ  อยากรู้อาการดับอย่างเดียวไม่ได้  ถ้ากำลังไม่พอนักปฏิบัติจะไม่เห็นทั้ง การเกิด การ ตั้ง อยู่แล้วก็ดับไปของอารมณ์  จะเห็นทั้งขณะอย่างนี้ต้องขึ้นอยู่กับกำลังของสติของสมาธิในขณะนั้นๆ  เพราะฉะนั้นถ้าเกิดความสงสัย  หรือเกิดปัญหาที่ว่ากำหนดแล้ว ทำไมเห็นแต่ตอนที่ดับอย่างเดียว ตอนเกิดไม่เห็น  หรือว่าทำไมเห็นแต่อาการเกิดอาการดับไม่เห็น  เกิดจากสติหรือสมาธิมีกำลังไม่เท่ากัน  ถามว่าผิดมั้ย ไม่ผิด  ถ้าต้องการให้ต่อเนื่องขึ้นอีก  ให้เอาความรู้สึกเข้าไปในอาการที่เห็น  ที่กำหนดรู้อยู่ในความรู้สึก  เข้าไปเกาะติดอาการนั้นไปเรื่อยๆ  ให้สังเกตอย่างที่บอก  ขณะเข้าไปครั้งนี้เป็นอย่างนี้ เข้าไปอีกครั้งหนึ่งเป็นอย่างนี้  อาการที่ว่าเห็นแต่เกิดหรือว่าเห็นแต่ดับก็จะเปลี่ยนไป  จากที่เคยเห็นแต่เกิดอย่างเดียวก็จะเห็นดับด้วย  หรือว่าจากที่เห็นว่าดับอย่างเดียว พอเอาความรู้สึกเกาะติดไปเรื่อยๆ เ ห็นขณะที่เกิดและก็ดับด้วย ทั้งเกิดและก็ดับ  เพราะฉะนั้นการที่เราจะกำหนดมีเจตนาที่จะรู้ว่าดับอย่างเดียว  หรือจะรู้ตรงที่เกิดอย่างเดียวไม่ได้นะ  คนที่ทำได้ต้องมีความพิเศษมีพลังพิเศษ  ถามว่าเลือกกำหนดเพราะอยากที่จะรู้แต่เกิดอย่างเดียว  รู้ดับอย่างเดียวดีมั๊ย  ไม่ดี  ทำไมจึงบอกว่าไม่ดี  เพราะจะมีตัวตนแทรกเป็นระยะ ตัวตนเกิดขึ้นอาศัยความอยาก มีผู้ดูและมีผู้จ้อง  จากปรมัตถ์ก็มาเป็นบัญญัติ  ถ้าต้องการพิสูจน์อย่างไม่มีตัวตนก็ได้ แต่สติจะต้องมีความใสมากๆ จึงสามารถเลือกดูเฉพาะอาการเกิดหรือดับได้
                        เวลากำหนดสภาวะสิ่งที่ดีที่สุดคือ  เกาะติดกับอากานนั้นพร้อมกับสังเกตว่า  ต่อจากนี้อาการนี้เป็นอย่างไร  เข้าไปแล้วเป็นอย่างไร เกิดอย่างไร ดับอย่างไร ให้รู้ตามสภาวะที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นขณะเกิดหรือขณะดับก็ตาม  ต้องรู้ชัดทุกๆขณะ  ขณะที่กำหนดอยู่จะต้องไม่มีการอนุมานเอา  พอเห็นอย่างนี้กำหนดไปๆ  ครั้งแรกเห็นดับแบบนี้ ถ้าเข้าไปครั้งต่อไปก็คงดับเหมือนกัน อันนี้ไม่ได้  สภาวะทุกขณะมีการเปลี่ยนแปลง  ที่ตั้งอยู่บนกฎของพระไตรลักษณ์  ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ถ้าไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงการยึดติดก็ยังมี  ถ้าอนุมานเอาก็ยึดติดตามที่เราเข้าใจ  ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น ก็สรุปไป  กลายเป็นว่าสิ่งที่เข้าใจถูกแค่เสี้ยวหนึ่งไม่ถูกทั้งหมด  คือถูกเฉพาะตรงที่ขณะเห็น  แต่หลังจากนั้นไปเข้าใจผิด  เพราะฉะนั้นการกำหนดสภาวะสำคัญมากๆ  จึงต้องกำหนดรู้  
                        การปฏิบัติของเราย่อมไม่ราบรื่นทั้งหมด  ย่อมมีอุปสรรคบ้าง อุปสรรคอย่างหนึ่งก็คือ  อาจจะเป็นวิบากหรือบาปที่เราสร้างมาในอดีต  จะทำให้เกิดเวทนาบ้าง เกิดอุปสรรคสิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง  ทำให้ไม่สะดวกในการปฏิบัติและให้เวลาไม่เต็มที่  ถ้าเวทนาทางกายถูกเบียดเบียนมาก  มีอุปสรรคมาก  อุปสรรคที่ไม่ใช่เวทนา ก็ต้องอาศัยความอดทนความเพียรเพิ่มขึ้น  อย่างที่บอกแล้วว่าต้องมีขันติ มีความอดทน  แล้วก็มีความเพียรใส่ใจให้ต่อเนื่อง  เมื่ออยู่ในสถานที่ ที่แวดล้อมด้วยสิ่งที่ไม่อำนวยต่อการทำใจให้สงบ  หรือการกำหนดอารมณ์  จริงๆถ้าเรามีความตั้งใจจริง มีความเพียร มีความตั้งมั่น  อธิษฐานจิตตั้งมั่นว่าเราต้องการละกิเลส ต้องการดับทุกข์  ต้องการพ้นทุกข์จริงๆต้องพร้อมเสมอว่า เมื่อไรที่อารมณ์เกิดขึ้นต้องเข้าไปรับรู้  รู้ถึงการเกิดและดับของอารมณ์นั้นๆ  อย่างน้อยๆต้องพร้อมที่จะดับอกุศลที่เกิดขึ้นในจิต  อกุศลไหนเกิดขึ้นกับจิตเราดับไป เวทนาที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ปล่อยไป มองข้าม  บางครั้งต้องมองข้ามเวทนาที่เกิดขึ้น  เราไม่สามารถบังคับให้ดับได้อย่างที่บอกแล้ว  แต่เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นอย่าทำให้อกุศลเกิดขึ้นกับใจ  เมื่อแยกเวทนาทางกายกับจิตออกจากกัน  เวทนาทางกายจะมีอาการเจ็บปวด หรือเป็นทุกขเวทนา  แต่ทางใจเป็นอุเบกขาเวทนา  คือความวางเฉยกับเวทนาที่เกิดขึ้นไม่ให้อุกศลเกิดขึ้นด้วย  ไม่ให้จิตเศร้าหมองหรือเป็นทุกข์ไปด้วย  ถึงแม้ชั่วขณะหนึ่ง  ทำไมต้องเน้นว่าชั่วขณะหนึ่ง  เพราะบางครั้งเวทนามีกำลังมากปวดมาก  ขณะนั้นถามว่ามีกิเลสเกิดขึ้นมั้ย  ตรงนี้ต้องถามตัวเอง  ถ้าไม่มีกิเลสไม่ต้องกังวลเสียใจ ให้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า  เวทนามีความแรงอย่างนี้นี่เอง  เวทนาที่อาศัยรูปย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีเป็นธรรมดาเป็นจริงๆ 
                       พระพุทธเจ้าตรัสว่าร่างกายนี้เป็นที่อาศัยของเวทนา  เป็นที่อาศัยของความทุกข์จริงๆ  พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องจริง  เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ว่าเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้บังคับไม่ได้  อย่างน้อยก็ต้องรักษาจิตไม่ให้ตกในฝ่ายอกุศล  ถามว่าจิตไม่ตกในฝ่ายอกุศล  เรายังทุกข์อยู่รู้ว่าทุกข์มั้ย รู้  รู้ว่ามีเวทนามากหรือน้อย  เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจตรงนี้  เมื่อเวทนาเกิดขึ้นแล้วเราต้องรู้ต่อไปอีกว่า เวทนาไม่เที่ยง  เพราะความไม่เที่ยงของเวทนา  จึงมีช่องว่างให้เราได้ยกจิตบ้าง บางครั้งมากบางครั้งก็เบา  บางครั้งก็ตั้งอยู่นานหน่อย  บางครั้งก็ตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ช่วงที่เวทนาอ่อนลงหรือมีช่องว่างให้เราเจริญสติ  มีช่องว่างให้เราสร้างกุศล  ก็รีบทำ รีบยกจิต รีบกำหนดรู้  หรือใช้ความรู้สึกรับรู้ความไม่มีตัวตน  อันนี้เป็นพื้นฐานเลยนะ  กำหนดอารมณ์ต่างๆ ด้วยความรู้สึกไม่มีตัวตน  พยายามทำให้เป็นปกติเป็นพื้นฐานของเรา  เมื่อไรที่กำหนดรู้ถึงความไม่มีตัวตนบ่อยๆ  เราชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว  ชนะอุปสรรคหรือกิเลส  เพราะเมื่อไรที่ไม่มีตัวตนกิเลสจะไม่เกิด  แต่ถ้าเมื่อไรเกิดมีตัวตนกิเลสเกิด  ตัวตนที่เกิดขึ้นๆเพราะความชำนาญ  หมายถึงเราสั่งสมความมีตัวตน มีกิเลสมาหลายภพชาติ  พอเราเผลอสตินิดเดียวตัวตนก็เกิด ขณะที่กำหนดอยู่  กำหนดอารมณ์อยู่แท้ๆ กำหนดรู้อาการเกิด-ดับ  กำหนดรู้ไปสักพัก  พอเกิดความอยากขึ้นมาตัวตนเกิดแล้ว  
                        ถ้าเรากำหนดรู้อย่างไม่มีตัวตนจนเป็นปกติ ให้เป็นปกติ  ให้ความไม่มีตัวตนเกิดขึ้นได้ 
เหมือนกับความมีตัวตนในอดีต ที่เกิดขึ้น  ในช่วงเวลาที่ว่างจากอารมณปัจจุบัน  แม้มีจังหวะว่างนิดเดียวตัวตนก็เกิด  เปลี่ยนเป็นปฏิบัติจนเป็นวสีมีความชำนาญ  ไม่มีช่องว่างให้ตัวตนเกิด หรือเกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับให้เร็วที่สุด  ให้อายุของความมีตัวตนตั้งอยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้  การที่จะกำหนดรู้ถึงความมีตัวตน  หรือไม่มีตัวตนของตัวเองว่ามีมากน้อยแค่ไหน  วิธีสังเกต วิธีปฏิบัติก็คือ ให้ดูต้นจิตแล้วกำหนดที่ความรู้สึให้ต่อเนื่อง  ก็จะเห็นว่าบางครั้งมีตัวตนบางครั้งไม่มีตัวตน  เพราะต้นจิตที่เกิดขึ้นมาจะเห็นเจตนาด้วย  รู้ว่าจิตต้องการอะไร ในขณะเดียวกันก็่สั่งให้ทำ  จะเห็นถึงความมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนชัด  พอมีอารมณ์มากระทบจิตที่สั่งให้ทำต่อไป สั่งอย่างมีตัวตนหรือไม่มีตัวตน  แต่ในขณะเดียวกันถ้าหมั่นเพียร กำหนดอาการของต้นจิตบ่อยๆ  หรือจับที่ต้นจิตบ่อยๆอย่างต่อเนื่องสติจะมีกำลัง  เมื่อสติมีกำลัง สมาธิมีกำลังมีบรรยากาศรองรับ  ความรู้สึกก็จะละเอียดก็จะเห็นว่า เมื่อมีอารมณ์นี้มากระทบมีตัวตนมั้ย  เพราะว่าสติมีกำลัง สมาธิดี จิตผ่องใส  เมื่อไรที่มีตัวตนเกิดขึ้นก็จะรู้ได้ทันที  ทีนี้เมื่อรู้แล้วทำอย่างไร  ก็อยู่ที่ความพอใจอีก  รู้แล้วพร้อมที่จะดับ หรือรู้แล้วปล่อยให้ตั้งอยู่  เวลาเกิดความไม่สบายใจ  เกิดความโกรธขึ้นมา  เวลาโกรธขึ้นมาอยากให้ความโกรธตั้งอยู่นานๆ ไม่พร้อมที่จะดับ  เพราะยิ่งได้โกรธนานยิ่งรู้สึกว่าสะใจ ได้แสดงออกตามความโกรธ  พอได้แสดงออกตามความโกรธแล้ว รู้สึกได้กระทำแล้ว สะใจ  กับการที่เรารู้ว่ามีความโกรธ  แล้วเรารีบดับความโกรธ เอาชนะตนเองด้วยการดับความโกรธอย่างไหนดีกว่ากัน  ถ้าเรามีความพอใจที่จะดับความโกรธและสามารถดับได้  ความภูมิใจก็จะเกิดขึ้น  กุศลก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้น
                        การเจริญพลังก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ หรือผู้ปฏิบัติที่สามารถเจริญพลังได้แล้ว จะต้องเจริญพลัง ให้ต่อเนื่องยกจิตบ่อยๆ วันละครั้งสองครั้ง หรือวันละหลายๆครั้ง  บางครั้งปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าสบายมีความสุข  พอมีความสุขก็เพลิดเพลินกับความสุข  จนลืมเจริฐพลัง  เพราะว่าไม่มีความทุกข์ อยู่สบายๆไม่เครียดไม่มีอะไร ก็จะปล่อยตามสบายๆ พอทุกข์ขึ้นมาหรือมีอุปสรรค์เกิดขึ้นก็จะรู้สึกว่า มีความเพียร มีความขยัน ต้องขยันนะ  การเจริญพลังทุกครั้ง ต้องให้ความรู้สึกกับพลังเป็นส่วนเดียวกัน อย่างเช่นเราเจริญพลังความสุข ยกจิตขึ้นสู่ความสุข  ก็ต้องเอาความรู้สึกเข้าไปในความสุข ให้กลืนเป็นอันเดียวกันกับความสุข  เมื่อกลืนเป็นอันเดียวกันกับความสุข ก็จะรู้สึกถึงความสุขนั้น  ความสุขทำหน้าที่รับรู้และห่อหุ้มตัว ความสุขเต็มตัว ความสุขหนาแน่นอยู่ในตัวในรูป  ความรู้สึกที่สุขรู้ถึงไหนความสุขก็ถึงนั่น  พลังของความสุขทำหน้าที่รับรู้  วิธีที่จะให้ความสุขตั้งอยู่นานก็คือ หมั่นยกจิตแล้วพิจารณาถึงความสุขบ่อยๆ ดูบ่อยๆ  ถ้าไม่ยกจิตบ่อยๆความสุขที่เกิดขึ้นก็จะหายไป  ถ้าต้องการให้ความสุขมีพลังมากขึ้น  ให้เอาความรู้สึกเข้าไปในความสุขนั้นอีก  เข้าไปในพลังนั้นพร้อมกับมีเจตนา ที่จะดูความหนาแน่นของความสุขว่ามีมากหรือน้อย มีความนุ่มนวลแค่ไหน มีความสุขมากแค่ไหน ความสุขอยู่เฉพาะตัว หรือกว้างเต็มท้องฟ้า เต็มกุฏิ เต็มบ้าน  ตรงนี้ต้องพิจารณา
                       เมื่อพลังความสุขมีความหนาแน่นมากขึ้น  ที่รูปหนาแน่นแล้วต้องสังเกตด้วยว่า  แล้วข้างนอกรูปมีความหนาแน่นด้วยมั้ย  ที่รูปหนาแน่นขนาดนี้ หน้ารูปหนาแน่นขนาดไหน  แล้วขยายความสุขให้กว้างออกไป  ความสุขยังคงหนาแน่นเท่าเดิม  น้อยกว่าหรือมากกว่าเดิม  ให้สังเกตอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ถูกแล้ว ถ้าหากรู้สึกว่ายังมีดีกว่านี้อีก  เมื่อยังมีดีกว่านี้จึงต้องเข้าไปเรื่อยๆ  เข้าไปที่ความหนาแน่นของความสุข ทีนี้การที่จะเข้าไปในความหนาแน่นของความสุข เราจะเข้าไปที่ขอบของความสุข  หรือว่าเข้าไปตรงไหน  ถ้าจะเข้าไปในความสุขอีกก็คือ  เข้าไปตรงกลางของความรู้สึกสุข  ไม่ใช่ไปดูที่ขอบของความสุข ให้เข้าไปตรงกลางของความสุข ลองพิสูจน์ดูนะ  ถ้าเอาความรู้สึกเข้าไปตรงกลางของความสุขที่หนาแน่น  พร้อมกับสังเกตความรู้สึก  จะเห็นว่ายิ่งเกาะติดอาการความสุขยิ่งมีกำลัง ให้ความรู้สึกมั่นคงขึ้น  เป็นความสุขที่หนาแน่นมั่นคงขึ้น นี่วิธีเจริญพลัง  ผู้ที่เจริญพลังอยู่ควรพิจารณาอย่างนี้  ควรสังเกตอย่างนี้ทุกคน  เมื่อไรที่พลังเราน้อยรูปก็จะเบา  เบาในที่นี้หมายถึงว่าเบาไม่มีพลัง  ไม่มีพลังไม่มีความมั่นคงห่อหุ้มความสุข  ถ้าเป็นความสุขที่หนาแน่นรูปจะสงบไม่ใช่เบาโหวง  เบาแต่ตัวไม่เป็นไร ถ้าปากเบาตรงนี้ก็จะทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ 
                       เมื่อมีพลังความหนักแน่นมั่นคงก็จะเกิดขึ้น  มีความสงบขึ้นจิตจะไม่ฟุ้งไม่ฟู  เมื่อจิตไม่ฟูการกระทำเหล่านั้นก็จะเป็นไปอย่างสงบ  เป็นไปอย่างเป็นระเบียบ มีความสงบ  แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่มีพลัง รูปเบา  เป็นความเบาที่ไม่มีความมั่นคง  ทำให้กิริยาอาการหรือคำพูดจะเบาด้วย  นึกอยากพูดก็พูดขาดการระมัดระวัง บางครั้งก็นำมาซึ่งความไม่สงบ เบียดเบียนตัวเอง  เบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว  หรืออาจจะรู้ตัวแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติที่รู้สึกว่ามีความสุข  มีความสบายแล้วนะ ไม่ต้องเจาะสภาวะแล้ว  ต้องเจริญพลังเป็นพิเศษ  เพื่อให้รูปนี้ตั้งอยู่ให้รูปนี้มีพลัง  ต้องเติมกำลังให้เต็มนะ ให้เต็มรูปแล้วก็นิ่ง  ยกจิตขึ้นสู่ความสงบ มั่นคง  แล้วก็นิ่งดูที่รูป ทำให้รูปนี้เป็นก้อนพลัง  แล้วเอาความรู้สึกเข้าไปในก้อนพลัง  ไปดูแก่นของพลัง  ให้ความรู้สึกเข้าไปข้างในแก่นของพลัง  แล้วเข้าไปข้างในแก่นอีก  ให้พลังนั้นเท่ากับรูป ต้องรู้สึกชัดนะอย่าทำผ่านๆ  ถ้าทำผ่านๆถ้ารู้สึกนิดเดียวๆแล้วก็ผ่าน  ตั้งอยู่ได้ไม่นานเดี๋ยวก็หายจิตไม่มั่นคง  พลังตัวนี้จะเป็นตัวรักษารูป  ทีนี้รักษารูปอย่างเดียวไม่พอ  ต้องรักษานามหรือจิตด้วย  เพิ่มความอ่อนโยนเข้าไปในพลังให้เป็นอันเดียวกัน  นามจะมีอาการยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้าง
                       การเจริญพลังทุกครั้งรูปต้องเปลี่ยน ให้พลังที่เข้าไปเปลี่ยนรูป  รู้สึกว่ารูปมีอาการคลุมเครือ  รู้สึกมีอาการหมอกๆหรือมีเวทนารุมๆอยู่  เมื่อเจริญพลังเข้าไป เติมพลังเข้าไปในรูปให้เต็มจนล้น  แล้วก็ขับเอาความเป็นหมอกๆ มัวๆ หรือเวทนาที่บางๆ  ให้หลุดออกจากรูปเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่  ด้วยการเจริญพลังให้เต็มรูปๆก็จะเป็นรูปใหม่ เมื่อรูปละเอียดมีพลังมากขึ้น  รูปหยาบอันนี้ก็จะเปลี่ยน  เมื่อเปลี่ยนรูปใหม่บ่อยๆจิตก็จะมีพลังมากขึ้น แต่ไม่ต้องบ่อยเกิน  การเปลี่ยนรูปใหม่แต่ละครั้ง ควรรักษาพลังอันนั้นจนรู้สึกว่ารูปมีความแข็งแกร่ง  จนรู้สึกว่ารูปมีความแกร่งแล้วค่อยเปลี่ยนใหม่  มีความหนาแน่ มีความแกร่งเต็มที่นะ  แล้วก็ค่อยเปลี่ยนใหม่ แต่ถ้าแกร่งไม่เต็มที่แล้วเปลี่ยนบ่อยๆก็จะเกิดอาการล้า เพราะรูปยังไม่มั่นคงเต็มที่  จะรักษาพลังได้ไม่นาน  นักปฏิบัติต้องพิจารณา  ต้องสังเกตขนาดไหนถึงจะพอ  เวลาเจริญพลังแล้ว เอาพลังไปใช้ในการกำหนดสภาวะต่างๆ  ต้องเห็นชัดด้วยว่า  เมื่อเอาความรู้สึกที่มีพลังที่มีกำลังนั้น  เข้าไปที่อาการแต่ละครั้ง  อาการนั้นดับอย่างไร  เมื่อกำหนดอารมณ์ใหม่อีก เอาความรู้สึกที่มีพลังเข้าไปในอาการนั้นต่อ  อาการนั้นเปลี่ยนอย่างไร  กำหนดอาการเกิด-ดับจนรู้สึกพลังเพิ่มขึ้น  ยิ่งเห็นอาการเกิด-ดับพลังยิ่งมากขึ้น  บรรยากาศใสขึ้น สว่างขึ้น
                      ทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะ  ถ้าบอกว่าให้เอาความรู้สึกที่มีพลังเข้าไปในอาการ  ก็คือเอาความรู้สึกที่มีพลังเข้าไปกำหนดอาการ ถามว่าขณะที่เอาความรู้สึกที่มีพลังเข้าไปกำหนดอาการ  ทำให้ความรู้สึกมีกำลังมากขึ้นนั้ย มากขึ้นแน่นอน  พลังมากขึ้นต่อเนื่องขึ้น  แล้วสังเกตลักษณะของการเกิด-ดับเปลี่ยนไปอย่างไร  กำหนดไปเรื่อยๆแล้วพลังมากขึ้น  กับเอาความรู้สึกที่มีพลังเข้าไปกำหนด  อาการเกิด-ดับย่อมเปลี่ยนไป  ตรงนี้ต้องพิจารณาหรือสังเกตให้มาก  การพิจารณาหรือการสังเกตอย่างนี้คือการเพิ่มปัญญา  ปัญญาที่จะเข้าไปรู้ถึงลักษณะของอาการพระไตรลักษณ์  ที่มีความละเอียดมากขึ้น  หรือรู้ถึงอาการเกิด-ดับ  ที่มีความชัดเจนมากขึ้น  รู้ถึงว่าขณะที่กำหนดอาการเกิด-ดับอยู่นั้น ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รับรู้อาการเกิดดับ  ความรู้สึกที่ทำหน้าที่กำหนดนั้นดับไปด้วยหรือไม่  ตรงนี้ต้องพิจารณาทุกขณะ  เพราะอะไร  เพราะบางครั้งเวลากำหนดสภาวะในขณะแรก  ขณะที่เอาความรู้สึกเข้าไปที่อาการเกิด-ดับ  จะเห็นความรู้สึกดับไปด้วย  แต่ในขณะต่อๆไปไม่เห็นอาการเกิด-ดับของความรู้สึก  เห็นแต่อาการเกิด-ดับของอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ของสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเดียว  แล้วเราก็เข้าใจว่าความรู้สึกเกิด-ดับไปด้วยทุกครั้ง  เพราะฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้ละเอียดมากขึ้น  ต้องจับที่ความรู้สึกแล้วก็สังเกต  แต่อย่าจ้องความรู้สึกเพื่อให้รู้ชัดในความรู้สึก  ทำไมถึงห้ามจ้อง  เพราะจ้องเมื่อไรความรู้สึกกับอาการก็อยู่คนละที่  เพราะความรู้สึกจะเป็นผู้ดู  ถ้าจับที่ความรู้สึกๆอยู่ที่เดียวกับอาการ  ก็จะรู้สึกทันทีว่าเกิดตรงนั้น ดับตรงนั้น  ดับไปด้วยหรือไม่ตรงนี้ สำคัญมากๆสำหรับนักปฏิบัติ  
                      เมื่อไรที่เลือกอารมณ์เอง  ตัวตนก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย  เพราะฉะนั้น สภาวะที่เกิดขึ้น  ที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันนั่นสำคัญ  นักปฏิบัติต้องกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันจริงๆ  อย่างเช่นเวลากำหนดไปแล้วว่าง  ไม่มีอะไรเลยมีแต่ความคิด  ไม่มีอะไรเลยแต่มีความคิดอยู่บางๆ  ถ้ายังมีความคิดอยู่บางๆ  ไม่เรียกว่าไม่มีอะไร  เรียกว่ามีความคิดเข้ามาบางๆ  เพราะฉะนั้น อารมณ์ที่ต้องกำหนดก็คือ  ความคิดที่เกิดขึ้นบางๆ หรือไม่มีความคิดแต่มีผู้ดูความว่างอยู่  มีผู้ดูความสงบอยู่  ตัวที่ต้องกำหนดก็คือผู้ดูนั่นเอง  นี่คือสิ่งที่มีในขณะนั้นก็คือดูจิตในจิต  จับที่ความรู้สึกทำหน้าที่รู้ว่าง รู้ว่าเบา รู้ว่าสงบ รู้ว่าใส  การกำหนดรู้ถึงจิตที่ทำหน้าที่รู้ความสงบ  ก็คือกำหนดแล้วให้สังเกตว่า  ใจที่ทำหน้าที่รู้หรือจิตที่ทำหน้าที่รู้ว่าสงบ  รู้นิ่งอยู่อย่างนั้นหรือรู้แล้วหมดไปแล้วก็เกิดขึ้นมาใหม่  มารู้ใหม่แล้วก็หมดไปเกิดขึ้นมาใหม่  สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือความต่างกันของการเปลี่ยนแปลง  ของจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งต่อไป  เมื่อไรที่กำหนดที่ความรู้สึก  สภาวะก็จะปรากฏขึ้นมาให้กำหนดเอง  สภาวะไหนเกิดขึ้นปรากฏขึ้นมา  ค่อยเอาความรู้สึกเข้าไปกำหนดอาการนั้นต่อไป อุปสรรคอย่างหนึ่งที่นักปฏิบัติเจอก็คือ  ว่างแล้วกำหนดอะไรไม่ได้  แต่รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในความว่าง  ถ้ารู้สึกว่ามีให้กำหนดตรงความรู้สึกที่มีนั้นว่า  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่หรือมีอยู่อย่างนั้น  นี่คือหลักของวิปัสสนา  เน้นกำหนดรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์  ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  หรือลักษณะการเกิด-ดับของสภาวะต่างๆ  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องกำหนดรู้  เพื่ออะไร  เป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้เพื่อการละกิเลส  เพื่อความบริสุทธิ์ของจิต  เพื่อ มรรค ผล นิพพาน  เพื่อความสุขที่ปรารถนาคือ  ให้สุขตลอดกาลสุขตลอดนิรันดร์  คนที่จะมีความสุขตลอดกาลได้  บุคคลที่หลุดพ้นแล้วเท่านั้น  จึงจะพบกับความสุขที่นิรันดร์ เป็นความสุขจริงๆ  เพราะฉะนั้นถ้านักปฏิบัติ มีความปรารถนา ที่จะเข้าสู่ความสุข  หรือไม่ต้องการเจอกับความทุกข์ที่ เวียน ว่าย ตาย เกิดอีก  ก็ให้ตั้งจิตปรารถนาและมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติ อย่างเข้มข้น อย่างจริงจัง อย่างต่อเนื่อง  เป้าหมายก็จะอยู่ไม่ไกล
                       วันนี้แสดงธรรมมาก็หวังว่าจะเกิดประโยชน์  กับนักปฏิบัติไม่มากก็น้อย  หวังว่าสิ่งที่แสดงมาจะเป็นแนวทาง  ในการประพฤติปฏิบัติธรรม  ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป  สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเจริญพลังอย่างต่อเนื่อง  ก็หวังว่าคงจะได้แนวทางหรือวิธีปฏิบัติ  การสร้างพลังให้กับตน  จงมีความมั่นคงทั้งรูปและนาม  เพื่อประโยชน์ในอนาคตอันสูงสุดต่อไป  ขอให้ทุกคนจงประสบแต่ความสุขความเจริญ

                                                                

                                                                        เทศน์วันมาฆบูชา พ.ศ.๒๕๔๘   
                                                       ( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานฺงกโร)
                        

                        ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์                        
                        ขอแสดงความเคารพต่อคุณแม่ครู  ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชามา ณ ที่นี้ด้วย
                        ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมทุกคน
                        วันนี้ก็เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง  เป็นวันที่ชาวพุทธเราทุกคนมาพร้อมเพรียงกัน  เพื่อแสดงความเคารพ แสดงความระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่  เป็นผู้ประกาศแนวทางที่จะพาให้สัตว์โลก  หรือบุคคลผู้แสวงหาทางหลุดพ้นๆจากความทุกข์ ได้มีแนวทางปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นๆ  เพราะฉะนั้นการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง  สามารถประกาศสัจธรรมและแนวทางการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงสัจธรรมและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  นับเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่เป็นผู้ประเสริฐสูงสุด  พระพุทธเจ้าของเราเป็นครูผู้สอนทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ให้เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น พ้นทุกข์  พ้นจากวัฏฏสงสารทั้งหลายทั้งปวง  
                        ฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายมาประชุมกัน  เพื่อแสดงความระลึก  แสดงความเคารพ  แสดงการบูชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระธรรมและพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  จนถึงสิ้นอาสวะกิเลสทั้งหลาย  ถือเป็นมงคลอันประเสริฐยิ่งสำหรับผู้ที่ทำการบูชา  การบูชาพระพุทธเจ้า  บูชาด้วยการแสดงออก ด้วยการกระทำทางกาย วาจา และใจของเราให้สงบ เพื่อเกิดกุศล  แต่บูชาอีกอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญอย่างมากก็คือ  การปฏิบัติบูชาๆนั้นปฏิบัติอย่างไร
                        การปฏิบัติบูชาก็คือการกระทำความดี  ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ  และส่วนหนึ่งเป็นการปฏิบัติที่เราปฏิบัติต่อบุคคลรอบข้าง บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการคิด การพูดจา  การกระทำที่มีต่อกัน  ขอให้เป็นคำพูด ความคิด  หรือการกระทำนั้นออกมาด้วยจิตที่เป็นกุศล  ด้วยจิตที่ปรารถนาดี มีความปรารถนาดีต่อกัน  มีความเมตตาต่อกัน  สังคมที่อยู่ก็จะเกิดความสงบไปด้วย  เกิดความรู้สึกเป็นสุขด้วย  เกิดความรู้สึกสบายใจ เบาใจ  ไม่ต้องหวาดระแวง ไม่ต้องอยู่ด้วยความกังวล หวาดระแวง  แต่อยู่ด้วยความมั่นใจมีความสุข  เพราะอะไร  เพราะแต่ละคนมีความปรารถนาดีต่อกัน  นี่คือคำสอนอย่างหนึ่ง   เพื่อที่คนเราอยู่ด้วยกันอย่างสันติ  หรืออย่างมีความสุข
                        อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากๆ  ที่จะพาให้ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  ได้หลุดพ้นจากความทุกข์  ก็คือการปฏิบัติกรรมฐาน  หรือ วิปัสสนากรรมฐาน  เป็นการเริ่มต้นเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ มรรค ผล นิพพาน  ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  เพราะชีวิตของเราเวียน ว่าย ตาย เกิด  มาหลายภพชาติ  หลายรอบ เราไม่สามารถนับได้ว่าเราเกิดมาแล้วกี่ภพ กี่ชาติ  แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ก็คือว่า  เมื่อเราเกิดมาในโลกนี้แล้ว  ชีวิตเราต้องประสบกับสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งการ เห็นการได้ยิน และการกระทำ ผลที่ได้รับ มีทั้งทุกข์ ทั้งสุข  ส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากวิบากในอดีต  อดีตที่เราเคยสร้างไว้ซึ่งไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้  อีกส่วนหนึ่งก็คือ  เกิดจากกรรมที่เป็นกรรมใหม่ที่เราทำในปัจจุบัน  กรรมใหม่ที่ทำในปัจจุบัน  กรรมบางอย่างถ้าเรามีสติ  ก็จะทำให้กรรมหรือการกระทำนั้นเป็นไปด้วยปัญญา มีเป็นเหตุ เป็นผล  แต่เมื่อไรที่สติมาไม่ทันหรือสติอ่อน  กรรมที่ทำลงไปก็ทำด้วยโมหะ ด้วยอารมณ์ ด้วยความโกรธ หรือด้วยความโลภ  เมื่อทำด้วยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลที่จะส่งผลในอนาคตก็เป็นไปตามกรรมที่ตัวเองทำในปัจจุบัน  กรรมในปัจจุบันก็จะส่งผลในอนาคต  อนาคตที่พูดถึงนี้ไม่ได้จำกัดว่า  ชาติหน้าอย่างเดียว ชั่วโมงหน้า วันข้างหน้า เดือนหน้า ปีหน้า  นั่นก็คืออนาคต
                        การกระทำใดๆด้วยกาย หรือวาจา หรือใจก็ตามในวันนี้  ถ้าการกระทำนั้นมีกำลังมาก  มีความเข้มข้น  คือทำด้วยความตั้งใจมาก ผลก็จะส่งผลเร็ว  อาจจะส่งผล วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือวันต่อไป  แต่ถ้าการกระทำใดๆความตั้งใจมีน้อย  มีเจตนาไม่มาก  ตัวมุ่งไม่มาก  ก็จะส่งผลน้อยส่งผลช้า  ดังนั้นการปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน  เรามีเจตนาที่จะปฏิบัติขัดเกลาจิตตัวเอง  เพื่อให้เกิดความสุข เพื่อดับทุกข์ เพื่อให้จิตเราว่าง  ถ้ามีเจตนาที่ชัดเจนการดับทุกข์ก็จะทำได้ง่าย  อย่างการทำจิตให้ว่าง  ด้วยการแยกรูป-นาม เวลาเอาจิตออกมานอกตัว  เราก็จะเห็นชัดว่าเรามีเจตนา  พอจิตอยู่นอกตัว  สังเกตจิตที่อยู่นอกตัวว่าเป็นอย่างไร ถ้าเรามีเจตนาที่ชัดเจน  ที่จะสังเกตจิตที่อยู่นอกตัวว่าเป็นอย่างไร เราก็จะรู้สึกชัด  แต่ถ้าไม่มีเจตนาที่จะดูจิตที่อยู่ข้างหน้า ในที่ว่างที่อยู่นอกตัวนั้น  ความรู้สึกหรือผลที่เกิดขึ้นก็จะไม่ชัดเจน  กลายเป็นเรื่องธรรมดา                       วิธีดับทุกข์ การแยกรูป-นามให้น้อมจิตไปข้างหน้า  แล้วสังเกตจิตที่อยู่ข้างหน้าว่ารู้สึกอย่างไร นี่เป็นเบื้องต้น  ถ้าเราน้อมจิตออกไปข้างหน้าได้แล้ว  สังเกตจิตที่อยู่ข้างหน้าก็จะเห็นว่า จิตที่อยู่ข้างหน้านั้น  จะรู้สึก ว่างๆ โล่งๆ เบาๆ  นี่เป็นการแยกรูป-นามเบื้องต้น  ต่อไปเมื่อจิตเราว่าง เบา แล้ว  เราเอาความรู้สึกหรือสติเข้าไปในจิตที่เบา  ไปดูจิตที่เบาของตัวเอง พอเข้าไปในจิตที่เบาจะเห็นว่าจิตจะเบาขึ้น  ความรู้สึกจะเบาขึ้น โล่งขึ้นตามลำดับ  จิตที่เบาโล่งขึ้นได้เพราะว่า  จิตไม่มีความรู้สึกไปยึดว่ารูป-นามเป็นอันเดียวกัน  เห็นว่าจิตหรือความรู้สึก  กับรูปหรือกับร่างกายเป็นคนละส่วนกัน  เมื่อไรที่เห็นว่ากายกับใจเป็นคนละส่วน  อุปาทานหรือการยึดติด  ในรูปในนามก็จะถูกดับไปด้วยโดยอัตโนมัติ  เมื่อความรู้สึกยึดติดในรูป  อุปาทานในรูปนามดับไป  ก็จะเหลือแต่ความว่าง  จิตของเราจะรู้สึก เบา โล่ง โปร่ง
                       คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถามว่า  รูป-นามอันนี้บอกว่า เป็นเรา เป็นเขา หรือเปล่า  ถ้าเราพิจารณาดูจิตที่ว่างใจที่ว่างเบานั้น  ก็จะไม่บอกว่าเป็นใคร  แต่รู้สึกโล่งๆ เบาๆ  มีแต่สติความรู้สึกเป็นผู้รู้ถึงความโล่งเท่านั้น  เมื่อพิจารณาถึงความไม่มีตัวตนตรงนี้  จิตก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเรา  ทีนี้ย้อนกลับมาดูว่าแล้วตัวที่นั่งอยู่บอกมั้ยว่าเป็นใคร คำถามตรงนี้ก็คือ  เพื่อที่เราจะได้พิจารณาตามความเป็นจริง  เมื่อรูป-นามแยกจากกันแล้ว  มีสิ่งไหนบ้างที่บอกว่า เป็นเรา เป็นเขา  จะเห็นว่ารูปหรือตัวที่นั่งอยู่จะนั่งอยู่ในความว่าง แต่เมื่อสังเกตต่อไปอีก  ตัวบอกมั้ยว่าเป็นใครเราจะรู้สึกว่าตัวก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร  เป็นแค่รูปเป็นแค่สิ่งๆหนึ่งที่ตั้งอยู่ในความว่าง  เมื่อเป็นแค่สิ่งๆหนึ่งที่ตั้งอยู่ในความว่าง  เมื่อเห็นในลักษณะอย่างนี้ จิตเราจะรู้สึกโล่ง ว่าง เบา โปร่ง  เพราะอะไร  เพราะไม่ยึดติดในรูปว่าเป็นเรา  ถามว่าจำได้มั้ยว่าตัวที่นั่งอยู่เป็นเรา จำได้ (สัญญา)แต่โดยสภาวะที่เป็นจริงในขณะปัจจุบันก็คือว่า  รูปนั่งไม่ได้บอกว่าเป็นใคร  เมื่อไม่ได้บอกว่าเป็นใคร  รูปก็จะเบาจิตก็จะเบา  อุปาทานการยึดมั่นถือมั่นในรูปว่าเป็นของเราก็จะไม่เกิดขึ้น  อุปาทานการยึดมั่นถือมั่นในนามว่าเป็นของเราก็ไม่เกิดขึ้น  เหลือแต่ธรรมชาติของรูป-นาม  ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ ทำหน้าที่ดู ทำหน้าที่เห็น ทำหน้าที่ฟัง ทำหน้าที่ได้ยิน  เป็นธรรมชาติที่ทำหน้าที่ของเขา  ไม่มีตัวเราเข้าไปเกี่ยวข้อง  เมื่อทำได้อย่างนี้จิตเราจะรู้สึกอิสระ  จะไม่มีอะไรมาบีบคั้น
                       สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปอีกก็คือ  พิจารณาขันธ์ ๕ นั่นเอง  พิจารณาว่าร่างกายกับใจแยกเป็นคนละส่วน  รูปกับนามแยกเป็นคนละส่วนกัน  แล้วขันธ์อื่นอย่างเช่น สังขารขันธ์ วิญญาณ ขันธ์ หรือสัญญาขันธ์  สังขารก็คือการปรุงแต่ง  สัญญาคือความจำ จำเรื่องราวในอดีต  สิ่งที่เราต้องพิจารณาต่อ  แล้วความคิดที่เกิดขึ้น กับใจที่ว่างเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  นี่คือการพิจารณาสภาวธรรม  เมื่อพิจารณาเราก็จะเห็นว่า ใจที่ว่าง ใจที่เบา กับเรื่องที่คิดป็นคนละส่วนกัน  นี่คือธรรมชาติ เราจะเห็นธรรมชาติของรูป-นาม ของขันธ์ ๕ว่า  จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอาศัยเหตุปัจจัย  และไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา  แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ได้เป็นส่วนเดียวกัน 
ตรงนี้คือปัญญา ที่เราสามารถเห็นได้  ถึงธรรมชาติ ของรูป-นามว่าเป็นคนละส่วนกัน  เมื่อเห็นว่าเรื่องที่คิดกับใจที่รู้ว่าคิดเป็นคนละส่วนกัน  เราก็จะเห็นว่าใจที่ทำหน้าที่รู้ถึงความคิดนั้นเป็นใจที่เบา ใจที่สงบ ใจที่โล่ง  และใจที่เบา ที่สงบนั้นก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเรา  มีแต่ความรู้สึกหรือใจที่เบาทำหน้าที่รับรู้อารมณ์เท่านั้น  ตรงนี้ถ้าเราเอาใจที่เบาอันนี้ไปรับรู้สภาวะต่างๆ ไปใช้กับชีวิตประจำวัน  รับรู้อะไรด้วยใจที่เบา ที่ว่าง ที่โล่ง  และใจที่โล่ง ว่าง เบานั้น ให้กว้างกว่าสิ่งที่รับรู้ กว้างกว่ารูปที่เห็น  กว้างกว่าเสียงที่ได้ยิน  กว้างกว่าความคิด  กว้างกว่าตัว 
                        เมื่อทำได้อย่างนี้การรับรู้อารมณ์ต่างๆ  จะเป็นไปด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวตนเรียกว่าอนัตตา  อนัตตาในความหมายๆถึงความไม่มีตัวตน  เมื่อไม่มีตัวตน สภาวะที่เกิดขึ้น การเห็น การได้ยิน  ก็เป็นธรรมชาติของเหตุปัจจัย  ธรรมชาติที่กำลังเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น จิตจะอิสระ  ถามว่าเมื่อจิตเราโล่ง ว่าง ไม่มีตัวตน อารมณ์อกุศลจะเกิดขึ้นได้มั้ย  ขณะที่ไม่มีตัวตนอารมณ์อกุศลหรือจิตที่เป็นอกุศลจะไม่เกิด  แล้วเราเห็นอกุศลของคนอื่นมั้ย  การกระทำที่เป็นอกุศลของคนอื่นนั้น  เห็นๆชัดด้วย การกระทำที่เป็นอกุศลของคนอื่น  เราไม่สามารถไปดับแทนได้การปฏิบัติของเราก็คือ  ดับความเป็นอกุศลที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเองเป็นหลัก  พระพุทธเจ้าสอนให้ขัดเกลาจิตของเราเป็นหลัก  พัฒนาตัวเองเป็นหลัก  พัฒนาจิตของตนเองให้มีกำลัง ให้มีสติ ให้มีสมาธิมากขึ้น  ให้จิตของตนเองมีความบริสุทธิ์มากขึ้น บริสุทธิ์จากอะไร  บริสุทธิ์จากกิเลสต่างๆนั่นเอง  บริสุทธิ์จากความโลภ ความโกรธ ความพยาบาทอาฆาต  ความหลงใหลในสิ่งต่างๆ  เมื่อจิตเราบริสุทธิ์มากขึ้น ความทุกข์ก็น้อยลงไปด้วย  อย่างเช่น พิจารณาง่ายๆขณะที่เราแยกรูป-นาม  เห็นว่าใจเรากับเสียงเป็นคนละส่วนกัน  เห็นว่าใจกับความคิดเป็นคนละส่วนกัน ความคิดที่เกิดขึ้นไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ก็เป็นแค่ความคิด  จะเป็นความคิดที่เกี่ยวกับปัญหาที่เราต้องคิดก็ตาม  ถ้าใจเรากว้างกว่าเรื่องราวหรือปัญหาที่เราต้องคิด ปัญหาก็เป็นแค่ปัญหา  ใจที่รู้ถึงปัญหานั้นก็จะเป็นใจที่สงบ หรือใจที่ว่าง เบา  ปัญหากับความทุกข์ก็จะแยกจากกัน  ถ้าใจแยกจากปัญหา กว้างกว่าปัญหา  ความทุกข์ก็ไม่เกิด  เหลือแต่ ปัญหาที่ต้องแก้ไข  นี้คือการพิจารณาถึงสภาวะ  ด้วยจิตที่เป็นอนัตตาคือไม่มีตัวตน  เมื่อเราเห็นการรับรู้อารมณ์ด้วยจิตที่ไม่มีตัวตน  ด้วยจิตที่ว่างแล้ว  ต้องการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ก็ต้องเพิ่มเจตนา  เจตนาที่จะเข้าไปรู้ถึงอาการเกิด-ดับ  และต้องมีเป้าหมายชัดเจนด้วยว่า  ขณะที่เข้าไปรู้อาการเกิด-ดับนั้น  เราเข้าไปรู้อาการเกิด-ดับของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ของการสัมผัสสิ่งต่างๆ  หรือว่าไปรู้อาการเกิด-ดับของความคิด  ตรงนี้ต้องชัดเจนนะ  ให้ยึดเป็นหลักในการกำหนด  
                        ขณะนั่งเจริญสติ  อิริยาบถหลักในขณะนั้นก็คืออาการนั่ง  กำหนดลมหายใจเข้า-ออก  ลมหายใจเข้า-ออกเป็นอารมณ์หลัก  กำหนดพอง-ยุบ พอง-ยุบเป็นอารมณ์หลัก  ในขณะที่เรานั่งกำหนดลมหายใจเข้า-ออก  สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือ ลมหายใจเข้า-ออกนั้น  มีอาการอย่างไร  เกิดขึ้นและดับอย่างไร  มีอาการเกิดดับในลักษณะอย่างไร ขณะที่กำหนดถ้าเป็นการกำหนดพอง-ยุบ ให้กำหนดในลักษณะเดียวกันเวลาพองออกไปดับอย่างไร  ยุบเข้ามาดับอย่างไร  ระหว่างพองกับยุบมีอาการเกิด-ดับมั้ย หรือเป็นเส้น  นี่คือ สิ่งที่ต้องสังเกต  อันนี้วิธีสังเกตสภาวะในขณะที่นั่งปฏิบัติ  ส่วนการกำหนดอิริยาบถย่อย  ไม่ว่าจะเป็น การเดิน การหยิบจับ การพูด การทำงาน  หลักของการปฏิบัติก็คือ ให้มีบรรยากาศรองรับ  หรือปล่อยใจให้กว้าง ให้โล่ง  แล้วก็ให้ทำงาน อยู่ในบรรยากาศของความโล่ง ความกว้าง ความเบานั้น  ดังนั้นความโล่ง ความกว้าง ความเบานั้น ก็จะเป็นบรรยากาศรองรับอาการต่างๆ  การเคลื่อนไหว การพูด การเดินตรงนี้  การรับรู้อย่างนี้จะไม่มีตัวตน  เมื่อจะดูอาการเกิด-ดับในอิริยาบถย่อย ต้องชัดเจนว่าตอนนี้เราจะรู้ถึงอิริยาบถย่อยของการหยิบ การจับ หรือการเคลื่อนไหวมือ  ขณะเคลื่อนไหวมือ  มีอาการดับแบบไหน  เกิด-ดับแบบวูบหายๆ  หรือมีอาการเกิด-ดับเป็นแวบๆๆๆ  นั่นคือลักษณะอาการเกิด-ดับของการเคลื่อนไหวในอิริยาบถย่อย  ขณะกำหนดอาการเดิน  ต้องรู้ชัดว่าเรากำหนดอาการเกิด-ดับของการเดิน  ไม่ว่าจะเป็นการเดินจงกรมหรือเดินธรรมดา  ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ  ถ้าเรามีเจตนาจะเข้าไปรู้เจตนาของการเดิน หรือการหยิบจับ  สภาวะของการเกิด-ดับจะปรากฏให้เห็น  นี่คือการกำหนดอิริยาบถย่อย
                        ขณะที่พูดแต่ละคำพูดของเราที่ออกไป  ออกจากบรรยากาศแบบไหน  ออกมาจากที่ไหน  ออกมาจากที่ว่าง  ออกมาจากความสงบ  คำพูดแต่ละคำ ที่ออกมาจากความสงบ  ออกมาแล้วดับอย่างไร  ดับในลักษณะอย่างไร  แวบหมดหรือค่อยๆเลือนหาย  นี่คือการกำหนดอาการพระไตรลักษณ์ในอิริยาบถย่อย  หรือกำหนดอาการเกิด-ดับในอิริยาบถย่อย  ทีนี้เวลานั่งสมาธิกำหนดลมหายใจๆเริ่มอ่อน  เริ่มเบาลงแล้วกำหนดไม่ได้  ไม่มีลมหายใจเหลือแต่ความว่าง ความเงียบ ความเบา  ให้นิ่งในความเงียบ ความเบานั้น แล้วสังเกตดูว่าสภาวะอะไรจะเกิดขึ้นอารมณ์ไหนจะเกิดขึ้น  พอนิ่งในความเงียบเราจะเห็นเลยว่า  บางครั้งขณะที่เรานิ่งจะมีความคิดเข้ามา  ความคิดแบบเบาๆ ความสงสัย ความคิดที่สงสัยว่าจะกำหนดอะไรต่อ  สภาวะอะไรจะเกิดขึ้นต่อ  ความสงสัยตรงนั้นแหละคือสิ่งที่เราต้องกำหนดต่อ  บางครั้งพอว่างไม่มีความคิด  มันว่างอย่างเดียว สงบอย่างเดียว ก็ต้องนิ่งในความว่าง  นิ่งในความสงบนั้น  สภาวะจะปรากฏขึ้นมาให้กำหนด  อาการเกิด-ดับจะเกิดขึ้นมาให้เรากำหนดต่อ  นี่คือวิธีการกำหนดสภาวะ  ทีนี้ขณะที่กำหนดสภาวะ เมื่อนิ่งในความว่าง  อาการเกิด-ดับที่ปรากฏขึ้นมาอาจจะเบาๆ  รู้สึกเหมือนมีอาการไหวๆเล็กๆ นิดหนึ่งๆ  ถ้ารู้สึกว่ามีอาการนิดหนึ่งเล็กๆ ให้เพิ่มความนิ่งแล้วสังเกตอาการนิดหนึ่งที่เล็กๆอันนั้น
                        ในความว่างถ้ามีนิมิตเป็นสีสรรๆต่างๆเกิดขึ้น  เช่น สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง สีส้มบ้าง สีน้ำเงินบ้าง  อันนี้แล้วแต่นะว่าจะเป็นสีอะไร  สิ่งที่เราต้องกำหนดก็คือ สีอะไรไม่สำคัญ  สำคัญแต่ว่าสภาวะนั้นเกิดขึ้นมา  เมื่อเอาสติเข้าไปกำหนดแต่ละอาการที่เกิดขึ้น มีแล้วหมดอย่างไร ดับอย่างไร ดับแบบกระจาย  ดับแบบค่อยๆเลือนหายไป ดับแบบวูบหายไป  วิธีกำหนดก็คือให้เอาความรู้สึกซ้อนเข้าไป  ที่อาการที่เกิดขึ้นข้างหน้า  ซ้อนเข้าไปเรื่อยๆแล้วดูว่า  ซ้อนปุ๊บดับแบบนี้  ซ้อนครั้งนี้ดับอย่างนี้  ซ้อนครั้งนี้ดับแบบนี้ คือสังเกตลักษณะการดับในแต่ละขณะที่เรากำหนด  นี่คือสิ่งสำคัญมากๆ  แล้วไม่ต้องกังวลว่าจะกำหนดอะไรดี  เพราะสภาวะที่ชัดที่สุดเฉพาะหน้า  ก็คืออาการเกิด-ดับที่เป็นสี ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นสีอะไรก็ตาม  ให้เน้นถึงอาการที่เกิดขึ้นนั้นดับอย่างไร  เมื่อกำหนดไปอาการเกิด-ดับจะเกิด-ดับแบบแว็บเบาลง  เกิด-ดับแบบกระจายระยิบระยับ  ก็คือให้รู้ว่าอาการเกิด-ดับมันระยิบระยับขึ้นมา หมือนฝนตกพรูลงมา  หรือว่าเหมือนดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า  ถ้าเห็นอย่างนั้นแล้วควรจะกำหนดอย่างไร  พอนั่งหลับตาแล้วมีอาการระยิบระยับเต็มไปหมด  ไม่รู้จะกำหนดอะไรดี  ให้นิ่งแล้วดูว่าอาการระยิบระยับนั้นหมดหรือดับอย่างไร  ค่อยๆเลือน ค่อยๆเลือนหายไป เกิดขึ้นมาใหม่อีก อาการระยิบระยับค่อยๆเลือนอีก เกิดขึ้นมาใหม่อีก  น้อยกว่าเก่าแต่ก็เลือนเร็วกว่าเก่า  อาการเลือนหมดไปกำหนดอะไรไม่ถูกเหลือแต่ลมหายใจ  พอเหลือแต่ลมหายใจ   ก็ต้องกำหนดลมหายใจต่อ  ว่ามันเกิด-ดับอย่างไร
                        ถ้าลมหายใจไม่เกิดเลย  หลือแต่ว่างอย่างเดียว  ก็ให้ทำเหมือนเดิมอีก  ให้นิ่งในความว่างตรงนั้นอีก  สภาวะก็จะปรากฏเอง  ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือความปวด  อย่างเช่นพอนั่งไปสักพัก  สมาธิดีๆแต่มีอาการปวดขึ้นมา  ไม่มีสภาวะอื่นเลยมีแต่ปวดอย่างเดียว  รู้สึกว่ากำหนดไม่ได้มีแต่อาการปวด ไม่มีสภาวะให้กำหนด  จริงๆแล้วอาการปวด(เวทนา)นั่นแหละคือสภาวะ วิธีกำหนดเวทนาก็เหมือนกัน  ขณะที่มีความปวดเกิดขึ้นมา  ให้พิจารณาว่ามีตัวตนหรือเปล่า มีความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ดูความปวดหรือเปล่า  อาการปวดหรือความปวดนั้นตั้งอยู่ที่ไหน ตั้งอยู่ในความว่างตั้งอยู่ในความเบา ตั้งอยู่ในที่โล่งๆหรืออยู่ที่ตัว  ถ้ารู้สึกว่าอยู่ที่ตัวเมื่อไร เอาความรู้สึกว่าเป็นตัวเราออก  อย่างเช่นรู้สึกว่าอาการปวดอยู่ที่หัวเข่า  อาการปวดอยู่ที่หลัง  ให้เอาความรู้สึกว่าเป็นเข่าเป็นหลังออก  การพิจารณาอย่างนี้เพื่อที่จะดับความรู้สึกว่าเป็นตัวเราออก เรียกว่าการเพิกบัญญัติ  ดับความเป็นกลุ่มก้อนของตัวของรูป  ความเป็นกลุ่มก้อนต่างๆของรูป  อย่างรูปร่างที่เป็นกลุ่มก้อนเรียกว่าบัญญัติ  เห็นว่าอาการปวดตั้งอยู่บนหัวเข่ามีรูปร่างของหัวเข่า  ตรงนั้นเป็นอาการเห็นความปวดที่เป็นบัญญัติ  
                        การเพิกบัญญัติก็คือ  เอาความรู้สึกว่าเป็นหัวเข่า  เอาความรู้สึกว่าเป็นหลังออก  ขณะที่เอาความรู้สึกว่าเป็นหลังออก  ความรู้สึกว่าเป็นหลัง รูปร่างของหลังจะหายไปเหลือแต่ความว่าง  ตรงนี้เรียกว่าการเพิกบัญญัติ  ถอนจากความเป็นกลุ่มก้อน  การยึดติดในความเป็นกลุ่มก้อนนั้น  ก็จะเหลือแต่ความว่าง  เหลือแต่ความว่าง กับอาการปวดที่เกิดขึ้น  ทีนี้เมื่อเหลือแต่ความว่างกับอาการปวด  อาการปวดนั้นก็จะเป็นสภาวะปรมัตถ์ไม่มีตัวตน  สภาวะปรมัตถ์เราไม่สามารถบังคับให้หายได้  ไม่สามารถบังคับหรือ ปฏิเสธได้  เกิดกับใครก็เป็นอย่างนี้  เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราก็คือ  เมื่ออาการปวดเกิดในความว่าง  สิ่งที่เต้องสังเกตต่อก็คือ  ใจรู้กับอาการปวดเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  ทำไมถึงต้องพิจารณใจรู้กับอาการปวด  ว่าป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน  เพราะต้องการแยกระหว่างนามคือเวทนา ที่เป็นเวทนาของรูป  กับเวทนาที่เป็นอาการของจิต  ก็คือเมื่อเห็นว่าอาการปวดกับใจรู้เป็นคนละส่วนกัน  เราจะเห็นว่าใจที่ทำหน้าที่รู้ความปวด  จะไม่ทุกข์กับอาการปวด  ใจที่ทำหน้าที่รู้อาการปวดจะเป็นใจที่รู้สึกเบาๆ ตื่นตัว และใส  ต่อไปก็คือเอาใจที่เบาใสเป็นผู้กำหนดรู้อาการเกิด-ดับของการปวด  ถ้าไม่กำหนดรู้อาการเกิด-ดับของการปวดได้มั้ย  ได้แต่ว่าในขณะนั้นอาการปวด  เป็นอารมณ์อธิบดีที่มีกำลังมาก ถ้าจะเลี่ยงอารมณ์ไปเลือกอารมณ์ใหม่  สักพักก็จะดึงมาที่อาการปวด  สักพักจิตก็จะกลับเข้ามาที่อาการปวด  เพราะอะไร  เพราะ ความปวดมีกำลังมากกว่า  แต่ถ้าเรารับรู้ความปวดด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน  ความปวดนั้นจะชัดแต่ไม่ทรมาน  รู้ว่ามีความปวดแต่ใจเราก็จะรู้สึกว่า เป็นคนละส่วนกัน  เมื่อเป็นคนละส่วนอาศัยความปวดนั้นแหละเจริญวิปัสสนา  ด้วยการเข้าไปรู้  ให้จิตเข้าไปข้างในความปวดได้เลย  เข้าไปข้างในความปวด  จากที่มันปวดมีกลุ่มก้อนก็จะเหลือแต่อาการปวด  รู้อาการเกิด-ดับของความปวด  ก็คือมีเจตนาเข้าไปรู้ถึงความไม่เที่ยงของเวทนา (ความปวด)
                        เวทนาไม่เที่ยง  สัญญาไม่เที่ยง  สังขารไม่เที่ยง  วิญญาณไม่เที่ยง  ในขณะเดียวกันเวทนาก็เป็นอนัตตา  เวทนาไม่ใช่เรา  เวทนาไม่ใช่เขา เป็นธรรมชาติของเวทนา  แต่เราอาศัยเวทนาเพื่อ มรรค ผล นิพพาน ได้  นี่คือความพอใจ ความฉลาด มีปัญญาของเรา  ถ้าเราพอใจที่จะอาศัยเวทนาเพื่อ มรรค ผล นิพพาน ก็ต้องเอาจิตเข้าไปรู้ถึงอาการเกิด-ดับ  ด้วยการไว้ที่เดียวกันกับอาการเกิด-ดับของเวทนา  แล้วก็สังเกตดูว่าเวทนามันดับ  แต่ละครั้งแต่ละขณะวูบหมดๆ  จิตที่อยู่ในนั้นดับด้วยหรือไม่  ถึงแม้จิตเราอยู่ที่เดียวกับเวทนา  แต่ก็เป็นคนละอย่างคนละส่วนกัน ตรงนี้เกิดจากสติมีความใสคมชัดมาก  การที่เรากำหนดอาการเกิด-ดับของเวทนา  อานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า จะทำให้จิตเรามีความมั่นคงมากขึ้น ตื่นตัวมากขึ้น สติดีขึ้น  และมีความหนักแน่นมากขึ้น  ทำให้เราคลายจากความยึดมั่นถือมั่นว่า  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสุข จะไม่ยึดว่าความสุขต้องมีตลอดเวลา  จริงๆแล้วชีวิตของคนเรา มีทุกข์ มีสุข  เป็นปกติสลับกันไปมาไม่มีใครมีสุขอย่างเดียว
                        ร่างกายของคนเราคือรูปอันนี้  เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครปฏิเสธความเจ็บความปวดได้  ไม่มีใครเลยที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่เคยเจอความเจ็บ,ปวด  เพียงแต่ว่าความเจ็บ,ปวดที่เกิดขึ้นนั้นอาศัยเหตุแตกต่างกัน  บางคนเจ็บ,ปวดเพราะโรคอันนี้  บางคนปวดเพราะโรคอย่างโน้น  นี่คือเหตุที่แตกต่างกันแต่ผลเหมือนกัน  ก็คือความเจ็บ ปวด  เพราะฉะนั้นปวดมากปวดน้อยก็อยู่ที่เหตุปัจจัยตรงนั้นว่า  เป็นมากเป็นน้อยซึ่งไม่มีใครหนีพ้น  พระพุทธเจ้าจึงให้เราพิจารณาเนืองๆว่า  เรามีความเจ็บความป่วยเป็นธรรมดา  ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บความป่วยไปได้  คำว่าธรรมดานี้เพื่ออะไร  เมื่อเรารู้ว่ามีความปวดเป็นธรรมดา  เป็นปกติของคนเราที่เกิดมาบนโลก  สมควรมั้ยที่จะคร่ำครวญ เศร้าใจ กับความปวดที่เกิดขึ้น  ให้ทำความรู้สึกและทำความเข้าใจใหม่ว่า  เราโชคดีนะที่มีโอกาสได้รู้ว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร  ถ้าเรามองอย่างนี้เราก็จะมีความสุขมากขึ้น
                         สัจธรรมของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเป็นใคร ชาติไหน เกิดเป็นอะไร  ความเจ็บ,ปวดเกิดขึ้นทุกคน  เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่ทำได้ก็คือว่าไม่เข้าไปยึดติดอาการปวดหรือเวทนานั้น ๆ  แยกความรู้สึกกับเวทนาออกจากกัน  แล้วความปวดก็เป็นธรรมดาของร่างกายจิตก็จะไม่ทุรนทุราย ไม่ทุกข์ ไม่เศร้าหมองไปด้วย  นี่คือมีความเข้าใจเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงว่า  เมื่อคนเราเกิดขึ้นมาแล้วก็หนีไม่พ้นสภาพแบบนี้  วิธีกำหนดเวทนาก็คือ  เข้าไปรู้อาการเกิด-ดับของเวทนาที่เกิดขึ้น  ทีนี้เมื่อปฏิบัติมากขึ้นก็จะเกิดสภาวะหนึ่งที่เรารู้สึกว่า  ปฏิบัติแล้วเหมือนปฏิบัติไม่ได้  ความรู้สึกนี้จะเกิดหลังจากความเป็นกลุ่มก้อนแตก มีแต่อาการเกิด-ดับที่มันเป็นฝอยๆ  หลังจากฝอยๆจะรู้สึกว่างๆโล่งๆ  ขณะที่มองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่ามีรูปร่าง  แต่ในความรู้สึกคือในใจเราจะรู้สึกว่ามันกลวงๆโปร่งๆ เอาจิตไปแตะตรงไหนก็ไม่ถูก  แตะตรงไหนก็ว่างไปหมด  นี่เป็นลักษณะของอาการพระไตรลักษณ์  จึงจับให้มันหนาแน่นให้เป็นกลุ่มก้อนเหมือนสมัยก่อนไม่ได้ จะรู้สึกเหมือนกับกำหนดอะไรไม่ได้  เห็นรูปแต่กำหนดไม่ถูก  พอถึงตรงนี้จะรู้สึกเหมือนตัวเองปฏิบัติไม่ได้ ทำไม่ได้ ไม่ก้าวหน้า  เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อก็คือว่า ให้รู้ว่าขณะนั้นจิตใจเราเป็นอย่างไร  สภาพจิตรู้สึกว่ามันเบาๆ กลวงๆ โล่งๆ รู้สึกว่างๆ  ให้นิ่งเข้าไปในใจที่ว่าง ที่เบา ที่โล่งอันนั้น  นี่คือเบื้องต้น  พอนิ่งปุ๊บสภาวะเริ่มชัดขึ้น แต่ต้องนิ่งบ่อยๆ ต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ไม่ใช่ทำทีเดียวแล้วมันจะชัดตลอด  บางครั้งนิ่งปุ๊บแค่นิดหนึ่ง  พอนิ่งปุ๊บเห็นนิดเดียวแล้วก็หาย นิดเดียวแล้วก็หาย ให้ทำใหม่ นิ่งใหม่ พอสมาธิเพิ่มขึ้นสภาวะในความว่างก็จะชัดขึ้นมาเอง  เพราะสมาธิ เพิ่มขึ้นๆสภาวะในความว่างก็จะชัดขึ้นๆ  แล้วเอาความรู้สึกซ้อนเข้าไปในอาการเกิด-ดับที่ชัดขึ้นมา สติก็จะมีกำลังมากขึ้น  ตรงนี้นี่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติ  ต่อจากนี้สภาวะที่เจอมันก็จะมีลักษณะ มีแล้วหมด มีแล้วหมด
                         จากนั้นจะรู้สึกว่าเริ่มมีหมอกๆ มัวๆ ขึ้นมาเหมือนไม่ค่อยใส  จากที่เคยใสก็จะรู้สึกว่าทำไมหมอกๆ  มองอะไรพร่าๆไม่ชัดเจนนี่คือสภาวะต้องสังเกตนะ ถ้าเจอสภาพอย่างนี้เมื่อไรต้องสังเกตนะว่ามีตัวตนมั้ย  ถ้ามีตัวตนเกิดจากสติอ่อน  ถ้าไม่มีตัวตนพยายามกำหนดแล้วก็ยังหมอกๆพร่าๆ  แสดงว่าเข้าสู่ญาณสลาย ให้จับที่ความรู้สึกที่รู้ว่ามีอาการหมอกๆพร่าๆ  พอจับที่ความรู้สึกความเป็นหมอกๆก็จะมีอาการใสขึ้นเป็นขณะๆ แป๊บเดียวก็ชัด  แล้วก็มีเป็นหมอกขึ้นมาอีก จับที่ความรู้สึกอีกมันก็จะใสขึ้นมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้จนกว่าสติสัมปชัญญะจะมีกำลังมากขึ้น  จึงต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  จับที่ความรู้สึกไปเรื่อยๆ  อาการเป็นหมอกๆก็จะคลาย  สิ่งหนึ่งพอเข้าถึงญาณนี้ก็จะรู้สึกว่าสภาพจิตไม่ค่อยดี  คล้ายๆว่ารู้สึกแห้ง ๆ  ไม่ใช่ไม่ดีเพราะมีกิเลสนะ  ถ้ารู้สึกว่ามีความเร่าร้อน มีความสับสน นั้นแหละกิเลสแล้ว  แต่ถ้ารู้สึกแห้งๆห่อเหี่ยวมีอาการหมอกๆ เหมือนกับไม่สดชื่น  ตรงนี้ต้องสังเกตว่ามีตัวตนหรือไม่  ถ้าไม่มีตัวตนเกิดจากสภาวญาณก้าวหน้าขึ้น  แต่ถ้ามีตัวตนเมื่อไรนั่นเกิดจากสติอ่อน  สภาวะที่เกิดขึ้นต้องรู้ว่าปัจจุบันนี้  ขณะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นมีตัวตนหรือเปล่า  เมื่อกำหนดแล้วสภาวะที่เกิดขึ้นมานี้มีอาการอย่างไร  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  นี่คือหลักของการปฏิบัติ  หลักของการเจริญวิปัสสนา  เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าสภาวะที่เกิดขึ้น  เรากำหนดถูกหรือเปล่าทำได้หรือเปล่า  สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก็คือว่า ขณะที่สภาวะนั้นๆเกิดขึ้นเราทำอย่างไร  ให้รู้ชัดในรู้ด้วยการกำหนดสภาว  รู้แล้วต้องรู้สึกชัดด้วยว่ามีอาการอย่างไร  อย่างเช่นขณะที่ได้ยินเสียงหรือกำหนดอาการเกิด-ดับของเสียง  เห็นว่าเสียงมีอาการเกิด-ดับแวบๆ  ต้องรู้สึกเข้าไปในเสียงอย่างชัดเจนว่า  อาการดับแวบแต่ละครั้งรู้สึกอย่างไร  ความรู้สึกดับไปด้วยมั้ย   
                         กำหนดทันอารมณ์ปัจจุบันก็คือ  ความรู้สึกต้องอยู่ที่เดียวกันกับอาการ  ถ้าเรามีความเพียร มีสติ กำหนดรู้สภาวะต่างๆ  ด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน การปฏิบัตินั้นไม่ผิด  แต่ถ้าหลงยึดติดว่ามันวิเศษ ว่าเป็นสิ่งวิเศษ ตัวเองวิเศษ  วิเศษอันนั้นไม่ควรไม่ดี  ให้รู้สภาวะตามความเป็นจริงว่า  ขณะนี้สภาวะนี้เกิดอย่างนี้  รู้สึกมีความสุขก็ให้รู้ชัดว่าสุข  ยิ่งปฏิบัติไปรู้สึกว่าเห็นอาการเกิด-ดับเป็นขณะๆ  จิตยิ่งผ่องใสขึ้น โปร่งขึ้น โล่งขึ้น มีความสุขมากขึ้น นั่นเป็นผลจากการปฏิบัติ  เมื่อมีความสุขแล้วให้เอาความสุขนั้นไปใช้งาน  เอาพลังของความสุขมากำหนดอาการต่อไป  กำหนดอาการเกิด-ดับต่อ  ให้ใจที่สุขเป็นผู้ดูอาการอื่นๆต่อไปอีก  การกำหนดสภาวะเมื่อรู้ทันอารมณ์มากขึ้น  ปีติก็เกิดขึ้นมีความสุขเกิดขึ้น  นี่คือความพิเศษของการปฏิบัติ  ความมหัศจรรย์ของธรรมะ  ความพิเศษของธรรมะ  เมื่อเรากำหนดไปเรื่อยๆจิตจะยิ่งผ่องใส ยิ่งโล่งขึ้น  ความสุขก็เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ  เป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอก  เป็นความสุขที่เกิดจากการคลายอุปาทาน หรือคลายจากการยึดติดในอารมณ์ต่างๆ  เป็นความสุขที่เกิดจากกิเลสในจิต  หรือความเศร้าหมองของจิตดับไป  เป็นความสุขที่เกิดจากจิตที่เป็นกุศล  เกิดจากสมาธิที่มีกำลัง เกิดจากสติที่มีกำลังและปัญญาที่เข้าไปเห็นถึงธรรมชาติของรูป-นามว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา  มีแต่ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  
                         ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็คือรูป-นามภายในและรูป-นามภายนอก  รวมทั้งทุกสรรพสิ่งในโลก  รูป-นามภายในก็คือรูป-นามของเราเอง  ร่างกายของเราใจของเรา  เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน  ไม่บอกว่าเป็นใคร  โดยสภาวะแล้วไม่บอกว่าเป็นใคร  เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมา มีเหตุปัจจัยอาศัยกันไป ธรรมชาติตรงนี้เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่ถูกบัญญัติขึ้นมา  เรียกว่าสมมติบัญญัติ  ว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นหญิง เป็นชาย เป็นต้นไม้ เป็นแม่น้ำ ฯลฯ  เรายึดความจริงโดยสมมติ โดยที่ไม่รู้จักความจริงโดยปรมัตถ์แล้ว  คนเราก็จะหลงใหลยึดติดในสมมติอันนี้ไม่สามารถปล่อยวางได้  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นมาก็จะรับไม่ได้ ทำใจไม่ได้  เพราะรู้สึกว่าต้องเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา  ต้องอยู่กับเราตลอดเวลา  สิ่งนี้ต้องไม่พรากจากเราไป  หรือเราต้องไม่พรากจากสิ่งนี้ไป  แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย  เราไม่สามารถบังคับได้  ถ้าเปลี่ยนในเวลาที่เราต้องการเราก็จะรู้สึกสบายใจ  แต่ถ้าเปลี่ยนในเวลาที่เราไม่ต้องการเราก็เป็นทุกข์  เมื่อปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์  ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้  เมื่อป็นอย่างนี้ก็เป็นทุกข์  จะเป็นวงจรอยู่อย่างนี้
                         บุคคลใดเข้าใจถึงธรรมชาติของรูป-นาม  แยกรูป-นามได้แล้ว  เวลามีอารมณ์ต่างๆมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  แล้วทำให้อกุศลจิตของตัวเองเกิด เน้นนะ อกุศลจิตของตนเองเกิด  ให้ดับอกุศลจิตของตนทันที  เพื่ออะไร  เพราะว่าเมื่อดับอกุศลจิตของตัวเองได้เมื่อไร  ความทุกข์ใจก็จะหายไป  แต่ถ้าไม่ดับอกุศลจิตของตัวเอง การปรุงแต่งการสั่งสมกิเลสก็จะเกิดขึ้นและเกิดได้เร็ว  เพราะการปรุงแต่ง การยึดติดอารมณ์ปรุงแต่งในอกุศลนั้น  เป็นการสร้างภพชาติของอกุศลต่อไปอีก  ถ้าเราปรุงแต่ง 1 ชั่วโมง เราก็อยู่กับความทุกข์ 1 ชั่วโมง  นั่นก็คือภพชาติชั่วระยะหนึ่ง  บุคคลใดสิ้นใจในช่วงระยะเวลาที่จิตเป็นอกุศล  ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ  ความอาฆาตพยาบาท  ความเป็นอกุศลอันนี้จะพาให้ไปเกิดในภพชาติที่เป็นทุกข์  ภพชาติที่ลำบาก  บางคนเกิดด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา  จะเป็นคนยิ้มยากมีความสุขได้ยาก  แต่ถ้าบุคคลใดที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่เป็นกุศล เบิกบาน  ก็จะเป็นคนที่ยิ้มง่ายหัวเราะง่าย  มีความสุขได้ง่าย  นั่นคือกำเนิดที่เกิดด้วยจิตที่มีความสุข  กำเนิดด้วยจิตที่มีความเบิกบาน  การปฏิบัติจึงต้องดับอกุศลจิตของตัวเอง  จึงต้องดับความทุกข์ที่ตัวเอง 
                         การปฏิบัติธรรมก็คือการพัฒนาตัวเองให้จิตมีกำลัง  และขัดเกลาจิตของตัวเองให้บริสุทธิ์  ความเกิดเป็นทุกข์  ความแก่เป็นทุกข ์ ความตายเป็นทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข์อย่างไร  ตอนเกิดเราไม่รู้หรอกเพราะว่ายังเด็กมาก  คนที่เห็นก็จะเห็นว่าพอเกิดขึ้นมาร้องทันที ร้องไห้เกิดจากสัมผัสกับอากาศที่เปลี่ยนแปลง  ความทุกข(เวทนา) จึงเกิดขึ้น  เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องพบกับความทุกข์ที่เกิดจากการดำเนินชีวิต ต้องเจอกับสิ่งต่างๆมากมายที่มากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ  กระทบแล้วเกิดความทุกข์  วิบากต่างๆที่เกิดขึ้นก็มีมาก  บางคนถึงขนาดรับไม่ได้  เพราะฉะนั้นถ้าใครปฏิบัติจนถึง มรรค ผล นิพพาน  ปฏิบัติจนสิ้นอาสวะกิเลส  ชาติหน้าก็ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก ไม่ต้องกลับมา เวียน ว่าย ตาย เกิด  กลับสู่สภาวะธรรมชาติที่แท้จริง เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอะไรว่างเปล่า  นั่นแหละเป็นความสุขที่เป็นนิรันดร์  พวกเราที่มีความตั้งใจ  มีความปรารถนาที่จะปฏิบัติ มีความปรารถนาที่จะไปสู่ มรรค ผล นิพพาน  ขอให้มีความเพียร  มีความเพียรในการกำหนดรู้  มีความเพียรในการปฏิบัติ  กำหนดรู้อาการเกิด-ดับ  ของรูป-นามให้ต่อเนื่องให้มากที่สุด  ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถ ขณะนั่ง ขณะเดิน ขณะทำงาน  ให้มีสติรู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
                         เมื่อไรที่มีอารมณ์กระทบแล้ว  เกิดอกุศลขึ้นในจิตของตัวเอง  ต้องรีบดับทันทีอย่าไปโวยวาย  อย่าไปกังวลกับอกุศลของคนอื่น เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คืออกุศลที่เกิดกับจิตของเรา  เพราะอกุศลที่เกิดขึ้นกับจิตของคนอื่น ไม่ได้ดึงให้เราอยู่ในวัฏฏนี้ทำ  แต่มีผลทำให้บุคคลคนนั้น  ต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์ ส่วนอกุศลจิตที่เกิดขึ้นกับจิตเรานั่นแหละ  เป็นตัวที่จะทำให้เราต้อง เวียน ว่าย ตาย เกิด  ถ้าเราดับความเป็นอกุศลจิตของเราได้เร็วเท่าไร  การเวียน ว่าย ตาย เกิด ก็จะน้อยลง เป็นการตัดภพชาติทุกครั้ง  ที่เห็นอาการเกิดดับของรูป-นาม  เมื่อไรที่เราเห็นอาการนั้นดับไป จิตเราดับไปด้วย  เห็นเสียงดับ จิตดับด้วย   เห็นความคิดเกิด เห็นจิตเกิดด้วย  เห็นความคิดดับ จิตดับด้วย ทุกครั้งที่เห็นการดับคือการตัดภพชาติ  พอดับปุ๊บจิตเราจะโล่ง  มันไม่มีการยึดต่อ  ดับปุ๊บจะโล่งแล้วก็ว่างไป  อารมณ์ใหม่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งใหม่เป็นภพชาติใหม่  เป็นสิ่งใหม่ไม่ใช่ของเก่า  พอรู้ปุ๊บก็ดับไปอันใหม่เกิดขึ้นมา  นิ่งอยู่กับสิ่งใหม่ตลอด  ชีวิตเราก็อยู่กับชีวิตใหม่ๆ  ไม่ซ้ำซากไม่จำเจ ไม่ได้อยู่กับสิ่งเก่า  ดังนั้นการปฏิบัติเพื่อ มรรค ผล นิพพาน  จึงต้องมีสติรู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน  อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเราไม่สามารถแก้ไขได้  อนาคตก็ยังมาไม่ถึง  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรไม่ต้องกังวล  สิ่งที่เราทำได้ในปัจจุบันขณะนี้  เราสามารถทำได้ด้วยการกำหนดจิตตัวเอง  ตรงนั้นจะทำอะไรก็ได้  จะทำดีก็ได้  ทำไม่ดีก็ได้  ไม่ว่าทำอะไรก็ตามก็ต้องทำในปัจจุบันทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นถ้าต้องการ มรรค ผล นิพพาน  ก็ต้องมีสติอยู่กับปัจจุบันให้มาก  แล้วก็มีเจตนาที่จะรู้  อาการเกิด-ดับของรูป-นามให้มากด้วย
                         สุดท้ายนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา  ก็หวังว่าการเทศน์ถึงวิธีการปฏิบัติให้ฟัง  เราคงจะได้รับประโยชน์  มีความเข้าใจในการปฏิบัติ และมีความมุ่งมั่น ในการปฏิบัติให้มากขึ้น เพื่อ มรรค ผล นิพพาน เพื่อความเจริญ เพื่อความสุข  และเพื่อความพ้นจากทุกข์ทั้งมวล  ขออานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม  ของการฟังธรรมในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข  และเพื่อมรรค ผล นิพพานในอนาคตอันใกล้นี้ทุกคนเทอญ

 

เทศน์วันวิสาขบูชา  พ.ศ.๒๕๔๗
( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ  ฐานงฺกโร )

                        ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์
                        ขอแสดงความเคารพต่อคุณแม่ครู   ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชามา ณ ที่นี้ด้วย
                        ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมทุกคน

              ขณะที่เรากำหนดอาการเกิดดับ ของอาการเคลื่อนไหวที่ท้อง หายใจเข้าท้องพองขึ้น หายใจออกท้องยุบลง   สิ่ง
ที่เราควรสังเกตก็คือ  พองขึ้นครั้งหนึ่งพองแล้วดับอย่างไร ?  ยุบลงแล้วดับอย่างไร ?  หรือหายใจเข้าครั้งหนึ่งมีอาการอย่างไร ?  เกิด
ดับอย่างไร ?  เกิดดับแบบเป็นเส้นแล้วก็หยุดไป ? หรือเกิดดับเป็นขณะ ๆ ?  นี่คือสิ่งที่เราต้องสังเกตต้องพิจารณา  ถ้าเราสังเกตอย่าง
นี้ ผลที่ตามมา ทำให้สมาธิมีมากขึ้น สติดีขึ้น  เพราะการสังเกตอาการเกิดดับ ทำให้การปฏิบัติและสติ อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น  เมื่ออยู่กับ
ปัจจุบันมากขึ้น จิตเราจะไม่ฟุ้งซ่าน  สติมีกำลัง สมาธิก็ดีขึ้น  ปัญญาก็เกิดขึ้น  ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัญญาที่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของ
อาการพระไตรลักษณ์  รู้ถึงอาการเกิดดับของพองยุบ ของลมหายใจเข้าออก  ขณะที่เราสังเกตอาการเกิดดับอยู่นั้น แม้จะเป็นเวทนาก็ตาม
เมื่อเราเห็นอาการเกิดดับไปเรื่อย ๆ  จิตเราจะรู้สึกตื่นตัวขึ้นมีพลังมากขึ้น  ถ้าเราสังเกตที่ความรู้สึกจะเห็นว่า ขณะเรากำหนดอาการเกิดดับนั้น  ผลที่ตามมา คือ จะมีความตื่นตัวมากขึ้น
                        เมื่อจิตเราตื่นตัวมากขึ้น สิ่งที่ต้องสังเกตต่อไปก็คือ อาการเกิดดับต่างจากครั้งแรกอย่างไร ? คือ เปลี่ยนไปอย่าง
ไร ? เพิ่มขึ้นอย่างไร ?  เวลาเราพูดถึงการปฏิบัติจะพูดถึงแต่ความรู้สึก ( บัญญัติ )  ขณะที่กำหนดไปรู้สึกดีขึ้น ตื่นตัวขึ้น ใสขึ้น อ่อน
โยนขึ้น มีพลังมากขึ้น  ตรงนั้นเป็นผลจากการกำหนดอาการเกิดดับ   ถ้าเรารู้ถึงสภาวะเหล่านี้อย่างเดียว  ไม่ได้สังเกตอาการเกิดดับนั้นว่า
เกิดดับไปในลักษณะอย่างไร ?  ตรงนี้ สภาวญาณจะไม่ปรากฏ ถึงปรากฏก็ไม่ชัดเจน เกิดแต่สมาธิ  เพราะฉะนั้นการที่เรากำหนดสภาวะ
ต่าง ๆ  ต้องเน้นที่อาการเกิดดับ  ผลที่ตามมา คือ ทำให้สติดีขึ้น สมาธิมากขึ้น  ทุกขณะที่เรากำหนดจะต้องรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง  ให้มี
สติเข้าถึงอาการทุก ๆ ขณะ แต่ละขณะ ๆ ไปเรื่อย ๆ ให้เราสังเกตอาการเกิดดับว่าเป็นอย่างไร ?  บรรยากาศที่รองรับอาการเกิดดับเป็น
อย่างไร ?  สภาพจิตเราเป็นอย่างไร ?  ขณะที่เรากำหนดอาการไปเรื่อย ๆ  ถามว่า ให้ความรู้สึกเป็นอย่างไร ?  ถ้ารู้สึกใส บรรยากาศ
ใสนั้นให้ความรู้สึกเป็นอย่างไร ?   หมายถึงให้ความรู้สึกดีอย่างไร ?   สิ่งหนึ่งที่เราควรพิจารณา คือ สภาพจิตเราเปลี่ยนไปอย่างไร ?
ตรงนี้จะเป็นตัวบอกถึงผลของการปฏิบัติ   การที่เรารู้ถึงสภาพจิตที่รู้สึกกว้าง ทำให้เรารู้ถึงอานิสงส์ ของการกำหนดสภาวะนั้น ๆ ได้มาก
ขึ้น  รู้ว่าการกระทำอย่างนั้น การกำหนดอย่างนั้นดีอย่างไร ?  เราจะต้องรู้ว่าอาการเกิดดับที่เกิดขึ้นเกิดดับอย่างไร ?  เวลาเราปฏิบัติต้อง
สรุปได้ว่า ขณะที่ปฏิบัติอย่างนี้ให้ความรู้สึกดี หรือ ไม่ดีอย่างไร ?  ต้องสรุปได้ จะถูกหรือผิดตรงนั้นอีกอย่างหนึ่งนะ  ถ้ารู้สึกดีไม่ต้อง
ไปกังวลว่าผิดหรือถูก  ถ้ารู้สึกไม่ดีต้องย้อนกลับมาดูว่า ตัวเราทำอย่างไร ? เมื่อเจอสภาวะไม่ดีอย่างนั้น เรากำหนดอย่างไร ?  นี่คือสิ่งที่
เราควรรู้
                        เมื่อมีสภาวะไม่ดีเกิดขึ้น เวลาเรากำหนดแล้ว ความไม่ดียังตั้งอยู่เท่าเดิม หรือมีการเปลี่ยนแปลง ? นั่นคือ สภาว
อารมณ์ที่เราต้องกำหนดรู้  อย่างเช่น ขณะที่ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ เกิดความรู้สึกหดหู่  เกิดความรู้สึกอุเบกขา ห่อเหี่ยว ไม่สดชื่น อย่าเพิ่งสรุป
ให้ถอยความรู้สึกออกมาดูว่า ขณะที่เรามีอาการหดหู่มีตัวตนไหม ?  อาการหดหู่ตั้งอยู่ในบรรยากาศแบบไหน ?  ตั้งอยู่ที่ไหน ?  อยู่ใน
ตัวหรืออยู่ในที่ว่าง ๆ ?   นี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณา    การพิจารณาอย่างนี้จะเป็นตัวรับรองอย่างหนึ่งว่า   สภาวะที่เกิดขึ้นนั้น   เกิดจาก
สภาวญาณ ? เกิดจากกิเลส ? เกิดจากการปรุงแต่ง ? เกิดจากเห็นธรรมชาติ ? หรือเกิดจากปัญญาที่เราเห็นถึงความเป็นอย่างนั้น ?   ถ้า
เราไม่สังเกตอย่างนี้ จะสรุปไปตามความรู้สึกของตัวเองว่าไม่ดีไม่ชอบ  แต่ถ้าเราพิจารณาถึงความเป็นจริงขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร ?   ตั้ง
อยู่ในบรรยากาศอย่างไร ?   ผลของการพิจารณาอย่างนี้  เราจะเห็นความรู้สึกกับอาการ แยกออกจากกันเป็นคนละส่วน  จิตเราก็จะไม่เอา
ความหดหู่นี้มาปรุงแต่งต่อ ความหดหู่นั้นจะไม่เป็นเหตุให้เราปรุงแต่งจิต ให้เกิดความหดหู่ยิ่งขึ้น เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้น  ความหดหู่ ความ
เศร้า ก็จะเป็นแค่อาการ  แยกออกจากกันเมื่อไร ?  เห็นชัดว่าเป็นคนละส่วน   
เมื่อเป็นคนละส่วนให้สังเกตดูว่า ความรู้สึกเป็นอย่างไร ?
ความรู้สึกที่ทำหน้าที่รู้ถึงความหดหู่ ๆ ไปด้วย  หรือเป็นแค่ผู้รู้เท่านั้น ?   ถ้าเป็นแค่ผู้รู้มีตัวตนหรือเปล่า ?   ถ้าเราไม่มีตัวตนจิตผ่องใส
ไหม ?  ให้เราเริ่มพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้   นี่คือการพิจารณาสภาวธรรม เห็นธรรมในธรรม   เมื่อไหร่ที่เราสังเกตอย่างนี้เราจะ
เห็นว่า   ความรู้สึกแยกเป็นคนละส่วนกับอาการหดหู่  ความรู้สึกจะว่างสงบ  ให้เอาความว่างสงบ ดับอาการหดหู่  อาการหดหู่จะค่อย ๆ 
จางหายไป  ค่อย ๆ น้อยลงบางลง ๆ ทุกครั้งที่กำหนด  นี่คือการเล่าตามอาการของสภาวะที่เกิดขึ้น   ขณะที่เราเห็นสังเกตไหมว่า  เมื่อ
มีสติเข้าไปกำหนด  อาการหดหู่จะน้อยลง ๆ  อาการหดหู่กับสติที่รับรู้ถึงอาการไม่มีตัวตน   มีแต่อาการกับความรู้สึก มีแต่นามกับนาม
เวทนาที่เกิดขึ้นกับจิตเราที่ไปรู้ ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลส   ตรงนี้ถ้าเราพิจารณาชัด ๆ  จะเห็นความเป็นธรรมชาติของจิต   เป็นสภาวธรรม
อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนได้
                        เวลาความทุกข์เกิดขึ้น ลักษณะของความทุกข์เป็นอย่างไร ?  นี้เป็นสิ่งที่ต้องรู้ ถ้าเรารู้ถึงลักษณะของความทุกข์
เราจะดับทุกข์ได้ง่าย   แต่ถ้าไม่รู้ถึงลักษณะของความทุกข์ ดับทุกข์ยาก  ยกตัวอย่าง  เวลาเราเครียดง่าย ๆ นะ  เครียดนั้นเกิดจากอะไร ?
เกิดจากความคิดสรุปไม่ลงตัว คำว่าเครียดตรงนี  มีสภาวะรองรับไหม ?  พอใช้คำว่าเครียดก็คือบัญญัติเป็นชื่อเรียก เวลาเราเครียด อาการ
ทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ? ปวดหัว มึน นั่นคือลักษณะของทุกข์ (กาย)  อาการมึน อาการหนัก หนักที่หัว หนักที่ใจ นั่นคือลักษณะของ
ความทุกข์  เวลาดับทุกข์จะดับที่ไหน ?  ให้ดับที่ อาการหนัก อาการมึน  ไปดับที่ความเครียดเราจะจับไม่ถูกกำหนดไม่ถูก  ความเครียดมี
ลักษณะเป็นอย่างไร ?  เรารู้แต่ว่าความเครียดเกิดจากความคิดจากเรื่องที่คิด  ทีนี้พอเราจะไปดับความคิดกำลังไม่พอ  ความคิดเป็นเหตุให้
เครียด ความเครียดเกิดมาจากอุปาทาน  ความเครียดเกิดมาจากเรายึดความคิด ความทุกข์  เกิดจากเรายึดความคิด ยึดในที่นี้ก็คือมีกิเลสเป็น
อุปาทาน  อุปาทานนี้เกิดจากกิเลส อยากให้จบเร็ว ๆ ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้ความคิดนั้นตั้งอยู่นาน นี่ก็คือตัวกิเลส เพราะมีความอยาก
เข้าไปเกี่ยวข้อง
                        ลองดูนะ ความคิดนี้เป็นความคิดของใคร ?  เป็นความคิดของเราที่เรายังไม่สรุปเราก็ทุกข์  เอาความคิดของคน
อื่นมา แล้วก็คิดต่อให้เกิดทุกข์  นี่คือสาเหตุแห่งทุกข์  ถ้าเราย้อนกลับมาสังเกตดู เมื่อแยกรูปนามได้แล้ว   จิตเรากับความคิดจะเป็นคนละ
ส่วน  เมื่อความคิดเป็นคนละส่วน  เราจะเห็นว่าความคิดก็เป็นสักแต่ว่าความคิด ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา จิตที่ทำหน้าที่รู้ความคิดก็ไม่ใช่เรา  จิต
ก็คือจิต จิตที่เบา จิตที่ว่าง  จิตก็ไม่ใช่ความคิดและนี่คือความจริง ทำไมเวลามีความคิดเกิดขึ้นเราจึงทุกข์ ?  เพราะความคิดกับจิตเป็นหนึ่ง
เดียวเป็นอันเดียวกัน  เพราะฉะนั้น ที่ทุกข์เพราะไปยึดความคิดว่ามีตัวตน  เหตุที่ทำให้ทุกข์ก็คืออุปาทานนั่นเอง  จริง ๆ แล้วความคิดก็คือ
ความคิด  ความคิดไม่ใช่เราไม่ใช่เขา  ไม่ใช่คน สัตว์ บุคคล ตัวตน สัญญาคือเรื่องเก่า ๆ ที่เราจำได้ แล้วก็ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ นี้   สัญญาก็
สักแต่ว่าสัญญา  ถ้าเรามีสติรู้ว่าเรื่องที่คิดกับจิตเป็นคนละส่วนกัน  ความคิดอันนั้นไม่สามารถทำให้เราทุกข์ได้  เหตุแห่งทุกข์จริง ๆ ก็คือ
อุปาทาน   การยึดติดในอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นสาระแก่นสาร ว่าเป็นเราเป็นเขา  เมื่อยึดแล้วก็จะเกิดอาการบังคับ  ยึดแล้วมีกิเลสคือบังคับ  
เราอยากให้เป็นไปดั่งใจปรารถนา  อยากดับไม่อยากให้เกิด  ตรงนี้ ความอยาก ๆ ให้ดับให้หาย   แต่อาการปฏิเสธความคิดนั้นไม่หายยัง
ตั้งอยู่   จะสังเกตเห็นว่า แต่ละคนที่เกิดความคิด ความเครียดขึ้นมา   ทุกคนจะปฏิเสธเรื่องราวนั้นทั้งหมด   ไม่อยากจะคิด ๆ แล้วเครียด
ไม่อยากจะเจอหน้า ๆ แล้วคิด เจอหน้าแล้วเครียด  นี่คือการปฏิเสธ แล้วจะทำอย่างไร?
                        วิธีดับความเครียด  เวลาเราเครียดรู้สึกอย่างไร ?  รู้สึกอึดอัดรู้สึกปวดหัว  เราจะดับความเครียดได้ ต้องเห็นเป็น
คนละส่วน  ระหว่างเรื่องที่คิดกับความรู้สึก  มีอาการปวดหัวกับอาการหนักใจ ให้เราดับอาการหนักใจก่อน ขยายความหนักใจให้กว้างไม่
มีขอบเขต  อาการหนักก็หมด  เมื่ออาการหนักดับไป สังเกตต่อไปว่า ใจรู้สึกอย่างไร ? รู้สึกเบา ? รู้สึกโล่ง ? รู้สึกโปร่ง ? รู้สึกสบาย
ขึ้นไหม ?  นี้ผลที่ตามมาเป็นสิ่งที่ควรสังเกต  บางครั้งไม่ได้สังเกตจุดนี้  สังเกตแต่ว่า อาการนั้นหายไปแล้วก็เฉย ๆ  ทำไมถึงเฉย ๆ ?
เพราะเราไม่ได้เปรียบเทียบระหว่าง ก่อนที่จะหายกับหลังจากหาย สภาพจิตต่างกันอย่างไร ?  เมื่อเราไม่เห็นความแตกต่างตรงนี้   ก็ไม่สา
มารถเอาจิตที่ว่างที่สงบนี้ไปใช้ประโยชน์ได้  พอคิดอีกก็จะหนักอีก   แต่ถ้าสังเกตว่า  เมื่อไหร่ที่ความทุกข์หมดไป  ใจรู้สึกเบา รู้สึกโล่ง
นี่คือผลที่ตามมา สิ่งที่ควรสังเกตต่อไปก็คือว่า เมื่อใจโล่งแล้วใจที่โล่งนั้นกว้างมั้ย ? ใจที่โล่งดีอย่างไร ?  นี่คือรู้ถึงคุณประโยชน์ของใจ
ที่โล่ง อย่าปฏิเสธอารมณ์  ต้องรู้ถึงประโยชน์ของความว่างตรงนี้ หรืออุเบกขาตรงนี้  บางคนไม่ทุกข์ไม่สุข แต่ก็พยายามดิ้นรนเพื่อจะให้
เจอความสุข   ขณะที่ไม่ทุกข์ ทำไมไม่เห็นความดีของความไม่ทุกข์ ?  ให้เห็นความดีของความไม่ทุกข์   ถ้าเราเห็นความดีของความไม่
ทุกข์เราจะรู้สึกสันโดษ  ไม่ต้องดิ้นรนมากนักทำอะไรก็ทำด้วยสติ   ทำอะไรก็ทำด้วยปัญญา  นั่นเป็นสิ่งที่เราควรพิจารณามาก ๆ    เพราะ
ส่วนมากคนเราจะวิ่งหา วิ่งตามความต้องการ  วิ่งตามความปรารถนาของตน  จนเกิดความรู้สึกทุกข์  
บางคนทุกข์โดยที่ไม่รู้ว่าทุกข์
                        ทุกข์แล้วเราไม่รู้ว่าทุกข์นั้นแก้ยาก   ถ้าทุกข์แล้วรู้ว่านี่คือความทุกข์ จะแก้ความทุกข์ได้ง่าย   ทุกคนปฏิเสธความ
ทุกข์  เมื่อเราเห็นความทุกข์แล้ว ต่อไปก็จะรู้วิธีคิด ๆ ที่จะดับทุกข์   แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเห็นทุกข์แล้วเราไม่รู้ว่าทุกข์   การที่จะแก้เป็นเรื่อง
ยาก  เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้ชัด  บางครั้งเราปฏิบัติไปว่างไปหมด  กำหนดอะไรไม่ได้ว่างหาอะไรไม่เจอ  ให้ถามตัวเองว่า ที่ไม่เจอกำลังหา
อะไรอยู่ ?  หาอาการเกิดดับ ? หาพลัง ? หาความสุข ? หรือหาอะไร ?   ขณะที่ว่างสิ่งที่เราเห็นก็คือความว่าง   ให้รู้ชัดตรงนั้น ความ
ว่างนั้นใส ความว่างนั้นมืด ความว่างนั้นสงบ  ในความว่างนั้นมีอาการเคลื่อนไหวไหม ? ความว่างนั้นดีอย่างไร ? ให้รู้ตรงนี้ก่อน ความ
ว่างนั้นเป็นอย่างไร ? รู้สึกโปร่ง รู้สึกเบา ฯ  เมื่อเรารู้สึกโปร่ง รู้สึกเบา ฯ นั่นคือสภาวะในขณะนั้น  ให้เรากำหนดความเบานั้นไม่ต้องไป
หาอะไร  ถ้าใสก็กำหนดความใสนั้นนั่นคือสภาวะ  ให้กำหนดความใสดูการเปลี่ยนแปลงของความใส  ไม่ต้องไปรออาการเกิดดับเหมือน
เก่า ที่เคยเกิดดับวูบวาบ ๆ หรือว่าเคยเกิดดับแล้วกระจาย หรือมี อาการหมุน  เมื่อเห็นว่าว่างแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้สังเกตนิดหนึ่ง ขณะ
ที่ว่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จะมีผู้ดูหรือใจรู้ที่คอยสังเกตดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น  ก็คือสติทำหน้าที่สังเกตดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น  นั่นแหละ คืออารมณ์
ที่เราต้องกำหนด   สติทำหน้าที่สังเกตความรู้สึก  กำหนดความรู้สึกเอง กำหนดตัวสติเอง รู้แล้วดับมั้ย ?  พอรู้ว่าว่างรู้แล้วดับหรือเปล่า ?  
ที่รู้สึกว่าใจรู้อันนั้นนิ่งเฉย ๆ  เพราะเราลืมดูตัวเอง  คือใจรู้จะไปหาอารมณ์อย่างอื่นเสียมากกว่า  จึงมีความรู้สึกเหมือนกับว่าว่างไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
                        ความว่าง ความสงบ ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง  ความสงบก็ไม่เที่ยง  ความว่างก็ไม่เที่ยง  ความสุขก็ไม่เที่ยง
เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้ว่าไม่เที่ยงควรจะทำอย่างไร ?  ก็คือสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของสภาวะที่เกิดขึ้น  เราอย่าไปยึดติดว่าต้องอยู่อย่าง
นี้ อย่ามีความอยากให้ต้องอยู่อย่างนี้  แล้วก็อย่ามีความอยากว่าเมื่อไรจะเปลี่ยน ?  ให้กำหนดที่ความรู้สึก  สิ่งที่เราควรเพิ่ม ให้เพิ่มความ
ตื่นตัว เมื่อเพิ่มความตื่นตัวไปครั้งหนึ่ง บรรยากาศเปลี่ยนไหม ?  เปลี่ยนอย่างไร ?  พอเพิ่มอีกครั้งเปลี่ยนไปยังไงอีก ?  เพิ่มอีกเปลี่ยน
ยังไงอีก ?  การเพิ่มความตื่นตัวเราต้องเพิ่มไปอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเวลานั่ง เวลาเดินจงกรม  หรือว่าเวลากำหนดอิริยาบถย่อย  ต้อง
มีอาการรับรู้ด้วยความรู้สึกที่ตื่นตัวทุกขณะ   ขณะรับรู้ด้วยความรู้สึกที่ตื่นตัวนั้น  อาการเกิดดับก็เป็นส่วนสำคัญ  เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรพิ
จารณา  ขณะที่เรานั่ง ๆ อยู่ในบรรยากาศของ ความว่างได้ ความเบาได้   แล้วอิริยาบถย่อยเวลาเดินเวลาทำงาน  ทำอยู่ในบรรยากาศของ
ความว่าง ความเบาได้หรือเปล่า ?  การที่จะรู้ว่าอิริยาบถต่าง ๆ อยู่ในบรรยากาศแบบไหน ?   ก็คือว่าเราต้องสังเกตที่ความรู้สึก  บรรยา
กาศของความรู้สึกจะเป็นตัวบอก  ถ้ามองด้วยตาเปล่าเราจะไม่เจอ  เพราะสภาวะต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากใจเกิดจากจิต   ถ้าเราสัง เกตจะเห็น
อาการเคลื่อนไหวต่าง ๆ  อยู่ในบรรยากาศของความเบา ความว่าง ความสงบ ความโปร่ง หรือ ความอ่อนโยน ฯ   สิ่งหนึ่งที่เราต้องสัง
เกตก็คือว่า  ขณะที่มีการเคลื่อนไหวมีตัวตนหรือเปล่า? รูปนี้มีตัวตนหรือเปล่า ? บอกว่าเป็นใครเดินหรือเปล่า ?
                        คำว่าตัวตนในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกว่าเป็นเราไม่ใช่ว่ารูปร่างอันนี้  รูปร่างจัดเป็นรูป  ร่างกายนี้จัดเป็นรูป   คำ
ว่าตัวตนก็คือ ความรู้สึกว่าเป็นเราเป็นเขา  เพราะฉะนั้น ขณะที่เดินอย่างไม่มีตัวตน  เดินอยู่ในบรรยากาศของความสงบ หรือ ความว่างก็
ตาม  สังเกตดูว่าร่างกายเรา หรือรูปที่เคลื่อนไหวนั้น รู้สึกหนักหรือเบา ? หรือเคลื่อนไหวอย่างเบา ๆ บาง ๆ  ถามว่ามีตัวตนไหม ?  ก็
คือว่ารูปนี้เขาจะเป็นตัวประกาศของเขาเองว่า รูปที่เคลื่อนไหวอยู่บอกว่าเป็นใครหรือเปล่า ?  ถ้าไม่บอกว่าเป็นใครนั่นคือความไม่มีตัวตน
แต่เราจำได้ว่าคือใคร   ตรงที่จำได้คือสัญญา  จำได้แน่นอนว่านี่คือตัวเรา  แต่ขณะนั้นขณะที่จิตเราว่าง โล่ง ตัวไม่บอกว่าเป็นใคร นั่นคือ
สภาวะความเป็นอนัตตา  บางครั้งเอาสัญญามาเป็นตัวเรา  สัญญาจำได้ว่าเป็นเราจนปล่อยวางไม่ได้ทำให้ทุกข์  นี่คือสภาวะจริงที่พระพุทธ
เจ้าทรงตรัสว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่รูปกับนาม ร่างกายเป็นรูปใจรู้เป็นนามแค่นั้นเอง ถ้าเราย้อนกลับไปดูอีกทีหนึ่งว่า ที่
เรายึดอารมณ์ต่าง ๆ มาชั่วชีวิตของเรานี้เราไปยึดติดอะไร ? ที่เราทุกข์เพราะอะไร ?  เพราะเราให้ความสำคัญสิ่งนั้น  เป็นสิ่งที่ถาวรมั่น
คง เป็นของเที่ยง เป็นของเรา เป็นของเขา  เป็นของไม่เสื่อมสลาย  ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม สิ่งที่ชัดที่สุดก็คือว่า แม้แต่ตัวเราเองยัง
ไม่บอกว่าเป็นเราเลย  รูปอันนี้ยังไม่บอกว่าเป็นเราเลย  นามหรือจิตก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเราเลย   แล้วคนอื่นสิ่งอื่นที่อยู่ข้างนอก  จะบอกว่า
เป็นของเราได้หรือเปล่า ?
                        หน้าที่ส่วนหนึ่งของเราก็คือสังคม เราอยู่กันด้วยหน้าที่ ๆ เกี่ยวข้องกัน ต้องแสดงออกต้องเกี่ยวข้องกันกับสังคม
เพราะฉะนั้นหน้าที่ ๆ เราทำ ๆ ด้วยความเข้าใจ  ถ้าทำด้วยความไม่มีตัวตน ทำด้วยความรักทำด้วยความเมตตา ทำด้วยความรู้สึกที่ปรารถ
นาดีต่อกัน ทำหน้าที่อันนั้นด้วยความปรารถนาดีต่อกันอย่างไม่มีตัวตน  สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องพิจารณา  ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ? ไม่ว่าจะ
เป็นโทสะ โลภะ หรือโมหะก็ตามเกิดขึ้นไม่ได้  เหตุการณ์บางอย่างเป็นสิ่งที่ควรจะอุเบกขา ก็ต้องอุเบกขา เหตุการณ์บางอย่างน่าอนุโมท
นา เราก็อนุโมทนา  เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นน่าส่งเสริม ก็ส่งเสริม  นี่แหละคือสภาวะที่ต้องรู้ตามความเป็นจริง  ถ้าเอาความรู้สึกของ
เราเข้าไป โดยลืมสภาวะที่เป็นจริง  คือเหตุปัจจัยตามความเป็นจริงของเขาเป็นอย่างไร ?   ผลตามมาก็คือ เมื่อไม่เป็นไปตามที่เราปรารถ
นาก็เกิดทุกข์  พอพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าทำอะไรแล้วไม่มีเป้าหมายไม่คาดหวัง  การทำอะไรไม่มีเป้าหมายไม่มีการคาดหวัง  มักจะขาดพลังใน
การสร้างสรรค์  มักจะขาดพลังในการพัฒนา  ถ้าเรามีเป้าหมายในการกระทำ มีความคิดสร้างสรรค์  พลังในการกระทำก็จะเกิดขึ้น เหมือน
เราปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่มีเป้าหมาย  ปฏิบัติไปอย่างนั้นแหละถึงไหนก็แล้วแต่   การปฏิบัติก็จะไปเรื่อย ๆ ไปตามยถากรรม  ทำบ้างไม่
ทำบ้าง เพราะไม่มีเป้าหมาย
                        ถ้าเรามีเป้าหมายเพื่อความดับทุกข์  ก็จะเกิดความเพียรพิจารณามากขึ้น  สิ่งไหนที่เป็นเหตุให้เป็นทุกข์  ก็จะรีบ
ดับรีบแก้ไข   ถ้าเรามีเป้าหมายเพื่อมรรค ผล นิพพาน  ไม่ว่าสภาวะนั้นจะเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขก็ตาม   เราจะต้องกำหนดรู้ถึงความเป็น
ไตรลักษณ์ ของความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสภาวะที่เกิดขึ้น   เพื่อจุดมุ่งหมาย เพื่อมรรค ผล นิพพาน  ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ 
หรือความสุขก็ตาม เช่น เมื่อเรามีความสุขเกิดขึ้น  ให้มุ่งเข้าไปกำหนดความสุข ดูการเปลี่ยนแปลงของความสุข   รู้ถึงการเปลี่ยนแปลง 
รู้อาการพระไตรลักษณ์   จะเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ได้  เราต้องอาศัยอาการพระไตรลักษณ์อย่างเดียว  เมื่อไหร่ที่เราเห็นอาการเกิดดับ
ความทุกข์ก็จะดับ  เพราะอาการพระไตรลักษณ์ เป็นตัวตัดวัฏสงสารตัดภพชาติ   เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ถ้าเราต้องการตัดภพชาติ  
เราต้องเห็นอาการเกิดดับของรูปนามให้มาก  เห็นทุกขณะจิตยิ่งดี  เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำกัดเวลา
                        เมื่อไหร่ที่รู้สึกตัวมีสติ ให้เรากำหนดรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง รู้ถึงอาการเกิดดับ  กำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ เมื่อไหร่ที่เรา
เห็นความเป็นอนิจจัง ความเป็นนิจจังก็ถูกทำลาย เมื่อไหร่ที่เราเห็นว่าเป็นทุกขัง ความรู้สึกว่าเป็นสุข (เที่ยง) จะถูกทำลาย เมื่อไหร่ที่เห็น
ความเป็นอนัตตา อัตตาก็ถูกทำลาย เมื่ออัตตาถูกทำลายผลจะเป็นยังไง ?  ไม่มีตัวตนดีอย่างไร ?  มีตัวตนไม่ดีอย่างไร ?   นี่ .. ต้องมี
การเปรียบเทียบ  ที่สำคัญต้องเอาธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน  สิ่งที่ควรเอาไปใช้ก็คือสติกับปัญญาต้องใช้มาก ๆ ปัญญานี้มีหลายอย่าง
ปัญญาทางโลก ปัญญาทางธรรม  ทางโลกก็ต้องเรียนรู้ศึกษาไม่รู้จบหรอก  แต่ละอย่างก็ต้องเรียนรู้ไป  มีของใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย    สิ่ง
ไหนที่เกี่ยวข้องกับเราต้องทำความเข้าใจ  แล้วทางธรรมไปใช้กับชีวิตอย่างไร ?  ปัญญาทางธรรมก็คือว่า   เมื่อเรารู้ทุกอย่างเป็นอนิจจัง 
ทุกอย่างเป็นอนัตตา ทุกอย่างไม่มีตัวตน เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   สรุปอย่างนี้ได้เราก็ปล่อยวางได้   แล้วก็กำหนดอาการเกิดดับต่อ  ขยาย
ความรู้สึกให้กว้าง ทำจิตเราให้ว่างให้เป็นอนัตตา  ทำลายอัตตา ตัวตนบ่อย ๆ   กิเลสอาศัยไม่ได้หรอก   กิเลสอาศัยความเป็นอนัตตาเกิด
ไม่ได้
                        ทำไมความคิดจึงตั้งอยู่ได้นาน ?  เพราะเราคิดซ้ำ ๆ  เราไม่เห็นอาการเกิดดับของความคิด  ความคิดนั้นดับไป
แล้วมีช่องว่าง  ช่องว่างนั้นกิเลสจะไม่เกิด  แต่เมื่อไหร่ความคิดเกิดแล้วตั้งอยู่นาน  กิเลสก็จะอาศัยเรื่องที่คิดนั้นเกิด  แต่ถ้าเห็นอาการคิด
เริ่มเกิดแล้วก็ดับ   เกิดแล้วก็ดับ ๆ แล้วก็ว่าง ดับแล้วก็ว่าง  ไม่ต้องไปกังวลว่ากิเลสตัวไหนดับไปบ้าง ?  ไม่ต้องไปสนใจ เพราะกิเลส
ยังไม่เกิดก็ดับเสียแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ หรือโมหะก็ตาม  จะดับไปโดยอัตโนมัติ  เมื่อไหร่ที่อารมณ์โทสะเกิดขึ้นมา เราจะต้อง
ดับโทสะก่อน  ตรงไหนเราเห็นชัดก็ดับตรงนั้น  แต่ถ้าเรากำหนดอาการเกิดดับ ของสภาวปรมัตถ์ของรูปนาม  อาการเกิดดับของรูปนาม
ปรมัตถ์จะไม่มีกิเลสเกิดขึ้น  เพราะ สภาวปรมัตถ์จะว่างจากกิเลส  ขณะที่เรากำหนดอาการเกิดดับกิเลสเกิดไม่ได้ มีแต่ปัญญาเท่านั้นที่เกิด  
ของเราปฏิบัติเน้นที่กำหนดสภาวปรมัตถ์  คืออาการเกิดดับของรูปนาม    เมื่อเรากำหนดอาการปรมัตถ์  กิเลสไม่สามารถเกิดขึ้นได ้ ใน
ขณะเดียวกันก็กำลังละกิเลสไปเรื่อย ๆ  ขัดเกลาจิตใจ ขัดเกลากิเลสของตัวเองไปเรื่อย ๆ
                        หลักของการปฏิบัติวิปัสสนา จึงเน้นที่อาการเกิดดับของรูปนาม  ขณะที่เราเห็นอาการเกิดดับ ของรูปนามที่เป็น
ปรมัตถ์  จิตเราจะมีความรู้สึกผ่องใสมากขึ้น โปร่งมากขึ้น เบาขึ้น สว่างขึ้น โล่งขึ้น สงบมากขึ้น  ยิ่งสงบยิ่งใส ยิ่งเบายิ่งโล่ง นั่นล่ะคือ
สภาพจิตที่ผ่องใส สภาพจิตที่เบาไม่มีอกุศลมีแต่กุศล  ถ้าเราไม่เห็นอาการพระไตรลักษณ์กิเลสจะไม่ดับ  บางคนเห็นแต่อาการเกิดดับของ
รูป  คือเห็นอะไรก็ดับหมด  เห็นอะไรก็ดับหมด แต่ไม่เห็นจิตตัวเองดับไม่เห็นนามดับ  จิตนี้ถ้าไม่ดับเมื่อไร ?   ก็เป็นที่อาศัยของอัตตา
เป็นที่อาศัยของตัวตน  ตัวตนจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยกิเลส  เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่อย่างนี้  ถ้าเราปฏิบัติเพื่อหวังมรรค ผล นิพพาน ขอ
ให้เราเน้นกำหนดอาการเกิดดับของทุก ๆ สภาวะ ทุก ๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้น   ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตาม  ให้เรากำ
หนดอาการเกิดดับของอารมณ์นั้น ๆ  ไม่ต้องไปกังวลว่าผิดหรือถูก   เมื่อเรามีสติกำหนดรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ  การปฏิบัตินั้น
ไม่ผิด  เรากำหนดรู้ถึงอาการเปลี่ยนแปลง จิตจะไม่มีอุปาทาน จะไม่ยึดอารมณ์นั้นว่าเที่ยง เป็นนิจจัง เป็นสุขขัง  เราจะเห็นว่าอารมณ์นั้น
เป็นอนัตตา เห็นว่าไม่เที่ยง เห็นว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป  กิเลสก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ  นี่คือหลักของการปฏิบัติวิปัสสนา
                        อยากให้เราทบทวนถึงสิ่งที่พิจารณา เราจะต้องพิจารณาให้ทั่วทุกอิริยาบถ อย่าพิจารณาเฉพาะอารมณ์ใดอารมณ์
หนึ่ง   ให้เราพิจารณาทุก ๆ อิริยาบถ เวลานั่ง เวลายืน ฯ อิริยาบถย่อย พิจารณาความคิด พิจารณาเวทนา   พิจารณาอาการเกิดดับของอา
รมณ์เหล่านี้ให้มาก  สติเราจิตเราจะไม่ว่างจากอารมณ์  จะไม่ว่างจากการปฏิบัติ   แต่ถ้าไม่พิจารณาสิ่งเหล่านี้   จิตจะว่างจากการกำหนด
อารมณ์  เราก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้ทำอะไรเลย  รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำหนดอะไรไม่ถูก  ไม่มีอารมณ์ให้กำหนด  อารมณ์ที่เกิดขึ้น
ให้เราได้กำหนดนั้น เกิดตลอดเวลา   เมื่อไหร่ที่เราตื่นอยู่ ทุกอย่างที่รับรู้เป็นอารมณ์ของจิต   เพราะฉะนั้น ทุกอย่างก็จะเป็นอารมณ์ของ
กรรมฐาน
                        เวลาเราเจริญพลังมีพลังมากขึ้น เราจะพูดถึงพลังอย่างเดียวว่า  พลังนั้นมั่นคงขึ้น  แข็งแรงขึ้น หนาแน่นขึ้น ใส
ขึ้น  พลังนั้นทำให้สภาพจิตเราเป็นอย่างไร ?  นี่คือสิ่งที่ควรสังเกต  พลังนั้นเราเอาไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ?  การเจริญพลังจะต้องต่อ
เนื่อง  เจริญพลังความสงบ  เพิ่มความสงบเข้าไปในความรู้สึก  ให้เราสังเกตความสงบนั้นเพิ่มมากแค่ไหน ?  ถ้าสงบเพิ่มขึ้น ให้เราสัง
เกตต่อไปว่า  อิริยาบถต่าง ๆ ของเราเป็นไปในลักษณะอย่างไร ?  การเคลื่อนไหว การก้าว การเดิน การพูด แต่ละคำพูด ๆ ออกมาเป็น
อย่างไร ?  พูดอย่างสงบต่างจากพูดด้วยความสุขอย่างไร ?  ต่างจากพูดด้วยความรู้สึกว่าง ๆ อย่างไร ?  นี่คือการเจริญพลัง  พลังที่เรา
เอาไปใช้ประโยชน์  ต้องสังเกตอย่างนี้  จะเห็นความแตกต่าง  ถ้าเราไม่สังเกตอย่างนี้ เราจะไม่เห็นความแตกต่าง  พอสงบมากขึ้น พลัง
มากขึ้น บรรยากาศใสขึ้น พอบรรยากาศใสขึ้นเราไปรู้แค่ความใส  ลืมดูว่าความใสนั้นเป็นความใสที่สงบหรือเปล่า ?  เพราะฉะนั้นการ
เพิ่มความสงบ ต้องรู้ว่ายิ่งสงบยิ่งใสเพิ่มขึ้น  ต้องไม่ทิ้งหลักที่เรากำลังเจริญอยู่  พลังที่เรากำลังเจริญอยู่ มีความสงบแค่ไหน ? ทำให้รูป
นี้เป็นอย่างไร ? รูปนี้เปลี่ยนยังไง ? ในรูปเป็นอย่างไร ?  บรรยากาศนอกตัว บรรยากาศธรรมชาติเป็นอย่างไร ?   เมื่อเราอยู่ในอาการ
ที่สงบเจริญพลังความสงบ   ความรู้สึกที่สงบนี้ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ สิ่งนั้นตั้งอยู่ในลักษณะอย่างไร ?  เขาประกาศตัวเองว่าเป็นอย่าง
ไร ?  ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องพิจารณา เมื่อเขาประกาศตัวเองเป็นอย่างนั้น จิตเรารู้สึกอย่างไร ?  ให้ความรู้สึกดีหรือไม่ดีอย่างไร ?  สภา
วะเหล่านี้ต้องพิจารณา  อย่าคิดว่าเพิ่มความสงบ ๆ มากขึ้น ใสขึ้น พลังเพิ่มขึ้น หรือรู้สึกดีมาก ๆ  ถามว่า แล้วนำไปใช้ประโยชน์อะไร
บ้าง ? ไม่ได้ใช้ หรือว่าพอพลังเพิ่มขึ้นแล้วก็ดูอะไรไปเรื่อย ๆ   ต้องมีเจตนาที่จะดูอะไรไปเรื่อย ๆ   เราต้องมีเจตนาที่จะสังเกต ทุก ๆ 
อารมณ์  ทุก ๆ อิริยาบถ
                        การแสดงธรรมมาก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา  ขอให้ทุกคนจงมีแต่ความสุข  ความเจริญ   ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้
สำเร็จสมความปรารถนา  ทุก ๆ ประการโดยเร็วพลันเทอญ


เทศน์วันออกพรรษา  พ.ศ.๒๕๔๖
(โดยพระอาจารย์ประเสริฐ  ฐานงฺกโร)

                        เรามาทำความเข้าใจถึงสภาวธรรม ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ  เริ่มแยกรูปนามว่าเป็นอย่างไร ?  เผื่อว่าพวกเราจะได้บอก
ต่อกับบุคคลที่ต้องการแสวงหาธรรมะ  จะได้สนทนาธรรมกันได้   วิธีการปฏิบัติของเราอาจจะแตกต่างจากที่อื่นบ้าง   ของเราจะบอกวิธี
แยกรูปนามเลยว่าทำอย่างไร ?  รูปก็คือร่างกาย นามก็คือความรู้สึกหรือใจนั่นเอง   บางคนอาจจะสงสัยว่า  วิธีปฏิบัตินี้สามารถทำให้ละ
กิเลสได้จริงหรือเปล่า ?  ผู้ที่เคยปฏิบัติมาแล้วจะไม่เกิดความสงสัย   สำหรับผู้มาใหม่ที่ไม่เคย ได้ยิน ได้ฟังมาก่อน  ก็จะรู้สึกว่าแตกต่าง
จากที่เคยได้ยินได้ฟังมา  ก็อาจเกิดความสงสัยได้  ลองดูนะ
                        ให้เราน้อมใจมาข้างหน้า ในที่ว่าง ๆ  แล้วก็สังเกตใจที่อยู่ข้างหน้า ในที่ว่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร ?  การที่จะรู้ได้
ว่าใจที่อยู่ข้างหน้าในที่ว่าง ๆ เป็นอย่างไร ?  จะต้องไม่อาศัยความคิดและการปรุงแต่ง  จะต้องรู้สึกชัดในขณะนั้นว่าจิตที่อยู่ข้างหน้าเป็น
อย่างไร ?  เราต้องตอบตัวเองได้ด้วย  ขณะที่อาจารย์พูดไป เราก็ต้องพิจารณาไปด้วย   จิตที่อยู่ข้างหน้าจะรู้สึกเบา   รู้สึกโล่ง รู้สึกโปร่ง
รู้สึกว่าง  นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการแยกรูปนาม  จิตที่โล่ง ว่าง เบา จะไม่มีตัวตน  เมื่อไหร่ที่เราแยกรูปนามได้จะไม่มีตัวตน  ความไม่มีตัว
ตนนี้เกิดขึ้นได้  เพราะเรามีสติกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน  ความเห็นผิดว่าตัวที่นั่งอยู่หรือใจนี้เป็นตัวเรา ของเรา ความจำได้หมายรู้ว่ารูปนาม
อันนี้เป็นของเรา มีตัวตน ก็ถูกทำลายไป  แล้วเราควรทำอย่างไรต่อ ?
                        สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้ว่าเมื่อเข้าถึงความเป็นอนัตตาแล้ว รู้สึกดีอย่างไร ? พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ว่า สิ่ง
ทั้งหลายทั้งปวง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งรูปนามภาย ในภายนอก ล้วนเป็น อนัตตา ลองพิสูจน์ด้วย
การเอาความรู้สึกที่ว่าง  ไปวางทีละตำแหน่ง ทีละส่วนของร่างกาย เพื่อพิสูจน์ดูว่ารูปนี้มีตัวตน หรือไม่มีตัวตน  เป็นของว่างเปล่าจริงหรือ
เปล่า ? รูปนี้ว่างเปล่าจริงหรือไม่ ?  มีส่วนไหนเป็นสาระ เป็นแก่นสาร ?  ไม่ว่าจะเป็นแขน เป็นมือ หัวใจ สมอง หน้า หรือตา  แต่ละ
ส่วนที่เราพิจารณา จะเห็นถึงลักษณะของความว่าง  ขณะที่เห็นถึงความว่างเปล่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ? บอกอะไรกับเราบ้าง ?  นี่เป็นสิ่ง
สำคัญมาก ๆ   ถ้าเข้าใจตรงนี้สภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายในก็ตาม  ตั้งอยู่ในที่ว่างไม่มีตัวตน  รูป เสียง กลิ่น รส สัม
ผัส ธรรมารมณ์ ที่เกิดขึ้น ก็ตั้งอยู่ในที่ว่าง ๆ ไม่มีตัวตน  เมื่อไม่มีตัวตน แล้วอารมณ์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

                        รูปนามไม่ใช่ของเรา จิตก็ไม่ใช่ของเรา  สภาวะต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย   เมื่อไม่มีตัวตน  เมื่อเป็น
ของว่างเปล่าจะสังเกตเห็นว่า  เมื่อเอาความรู้สึกที่ว่างไปที่หู  ไม่มีหู ว่างเปล่า แต่ยังได้ยินเสียง  ในความรู้สึกที่ว่างเปล่านั้น  เพราะไม่มี
อุปาทาน ไม่ยึดติดว่าหูเป็นของเรา  จะสังเกตได้ว่า มีความใสของหูเป็นตัวรับเสียง  ความใสก็คือประสาทหูนั่นเอง   เพราะประสาทหูดี
มีการใส่ใจ มีช่องว่าง มีเสียง การได้ยินจึงเกิดขึ้น   กระบวนการเหล่านี้เรียกว่าเหตุ ปัจจัย  คือเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน   ทุกอย่างมี
เหตุ มีผล  จากเหตุเป็นผล จากผลเป็นเหตุ  หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ    ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
                        เมื่อธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา สัญญาเราจำแม่น  เราจะเกิดความรู้สึกว่าเมื่ออารมณ์มากระทบ ทางตา หู 
จมูก ลิ้น กาย  ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี  ให้ความรู้สึกว่างรับรู้อารมณ์  อารมณ์นั้นจะไม่สามารถกระทบถึงจิตใจได้  สภาว
ธรรมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย    เมื่อเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแล้วทำไมถึงทุกข์    สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ก็คือตัณหาหรือตัวตน  
เพราะว่าเมื่ออารมณ์เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖  ผ่านทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจก็ตาม    ถ้าไม่มีสติกำหนดรู้เท่าทัน  
ก็จะเป็นเหตุให้เกิดตัณหามีตัวเราขึ้นมา  เกิดการยึดติด คือยึดติดในอารมณ์นั้นเมื่อรู้สึกชอบก็เกิดความอยากได้ใคร่ดี เกิดการบังคับ อยาก
ให้เป็นไปดังที่ปรารถนา  หรือเกิดการปฏิเสธอารมณ์นั้นเมื่อรู้สึกไม่ชอบ  คืออยากให้อารมณ์นั้นหมดเร็ว ๆ หายไปเร็ว ๆ  เมื่ออยากให้
หายไปเร็ว ๆ แต่ขาดการกำหนดรู้  เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น ก็ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น นั่นคือตัวตัณหา  เมื่ออารมณ์ที่ดีเกิด
ขึ้น  ก็เกิดตัณหาอีก เกิดความอยาก  อยากให้ตั้งอยู่นาน ๆ
                        สิ่งไหนที่ไม่ดี  ถ้าไม่เสื่อมตามความต้องการก็เป็นทุกข์   แต่สิ่งไหนที่รู้สึกว่าดีเกิดขึ้น ถ้าเสื่อมเร็วเกินไปก็ทุกข์  
ซึ่งสภาวธรรมเหล่านี้    จริง ๆ ก็หนีไม่พ้นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเกิดขึ้นแล้วต้องเสื่อม    เพียงแต่เราไม่สามารถบังคับให้
เสื่อมเร็ว หรือเสื่อมช้าได้เท่านั้น  สภาวะนั้นจะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ขณะที่เรากระทบอารมณ์ที่ทำให้เกิดความขุ่นมัวขึ้นมา จะทำยัง
ไง ?  เราจะดับอารมณ์นั้นได้อย่างไร ?  เราจะไปปฏิเสธอารมณ์ข้างนอกที่มากระทบ  ให้หาย ให้จบ ไม่สามารถไปบังคับกะเกณฑ์ได้  
สิ่งที่ทำได้คือ  ให้มีสติกำหนดรู้เห็นความขุ่นมัว เศร้าหมอง    เราสามารถดับได้ด้วยการเอาความรู้สึกที่ว่าง  คือสติเข้าไปกำหนดรู้ถึงอา
การเปลี่ยนแปลงของความขุ่นมัว เศร้าหมองนั้น  ถ้าเราย่อความรู้สึกให้เล็กลง ความขุ่นมัว ความเศร้าหมองนั้นก็ดับไปได้  หรือขยายให้
กว้าง  เพื่อให้สลายไปก็ได้  นี่คือวิธีการดับความทุกข์ความเศร้าหมอง
                        เราจะไปดับอารมณ์ที่มากระทบไม่ได้    จริง ๆ แล้วธรรมชาติของอารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย 
ใจ  ก็เกิดดับโดยสภาวะ โดยอัตโนมัติเป็นปกติอยู่แล้ว  อย่างเช่นเสียงที่เราได้ยินแต่ละคำ แต่ละครั้งนั้น  ว่าโดยตัวของเสียงเองแล้วมีแล้ว
ก็หมดไป   แต่ความรู้สึกหรือเวทนาที่เกิดขึ้นกับใจนั้นยังตั้งอยู่   ขณะที่เจออารมณ์ไม่ดี พอเห็นปุ๊บไม่ชอบ  ภาพที่เห็นนั้นดับไปแล้ว แต่
ความไม่ชอบยังอยู่
                        อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้  สิ่งนี้ควรพิจารณาให้มาก  ถ้าเราพิจารณาด้วยใจที่ไม่มีตัวตน  พิจารณาด้วยการแยก
รูปนาม  ก็จะเข้าใจตามสภาพความเป็นจริง  สำหรับนักปฏิบัติหรือผู้รู้แล้ว  ควรจะรู้ซ้อนเข้าไปถึงธรรมชาติที่แท้จริงว่า  แม้คำว่าเขาก็ไม่
มีในรูปอันนั้น รู้ไปเพื่ออะไร ?  เพื่อการละ เพื่อการปล่อยวางจากการยึดติด ยึดถือ  เพราะการยึดติด ยึดถือเป็นเหตุแห่งทุกข์  เพื่อทำลาย
อัตตา เพื่อการเข้าสู่ความสงบ ความไม่มีตัวตน ความไม่วุ่นวาย เพื่อความสันติของจิต ความสงบของจิต  เพื่อกุศลจะได้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป  
ทีนี้เมื่อแยกรูปนามได้แล้ว  พิจารณาอย่างนั้นแล้วเข้าใจแล้ว  ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  คือทุกข์  
ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  มีแล้วหายไป หมดไป
                        ถ้าต้องการปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน   ต้องการทำจิตให้บริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง   ต้องการทำลายอัตตาอย่างสิ้น
เชิง   คืออยู่อย่างไม่มีตัวตนจริง ๆ  ก็ต้องอาศัยอารมณ์ทั้ง ๖ นั่นแหละมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน  เป็นอารมณ์ของการฝึกจิตของเราให้ละ
เอียดขึ้น  อารมณ์ทั้ง ๖ ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์  แล้วก็อิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน    เมื่อจิตเราว่างไม่มี
ตัวตนแล้ว    ขณะที่นั่งก็ต้องอาศัยลมหายใจ  หรืออาการเคลื่อนไหวที่ท้องนั้นมาเป็นอารมณ์วิปัสสนา    ด้วยการตามกำหนดรู้ถึงอาการ
เปลี่ยนแปลง  เกิดดับของลมหายใจ ของอาการเคลื่อนไหวอันนั้น    นี่คือสิ่งที่ต้องรู้สิ่งที่ต้องทำ  แล้วก็ต้องรู้ชัดด้วยว่าขณะนั้นเรากำหนด
อารมณ์ไหน ?   หรืออาศัยอารมณ์ไหนเป็นอารมณ์กรรมฐาน   อย่างเช่นอาศัยลมหายใจเป็นอารมณ์กรรมฐาน   ก็จะเห็นชัดว่าลมหายใจ
เข้าออกนั้นมีการเปลี่ยนแปลง

                        ต้องมีเจตนาด้วยว่า  จะกำหนดรู้การเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ หรืออาการเคลื่อนไหวที่ท้อง ฯ   ถ้าไม่มีเจตนา
ดูการเปลี่ยนแปลงก็จะได้แค่ความสงบ  ทำไมถึงต้องดูการเปลี่ยนแปลง ?   เพราะวิปัสสนาคือ การทำให้แจ้งถึงสภาวะความเป็น อนิจจัง 
ทุกขัง อนัตตา   การรู้แจ้งคือเข้าใจตามความเป็นจริงว่า รูปนามนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา   เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีเจตนาที่จะกำ
หนดรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง  รู้ถึงการเกิดดับของอารมณ์นั้น ๆ ในขณะนั้น
                        นี่คือหลักของการปฏิบัติเพื่อเจริญวิปัสสนา  เพื่อความละเอียดของปัญญาของจิต    เพราะว่าถ้าเราพิจารณาถึงการ
เปลี่ยนแปลงของลมหายใจ หรือของอาการเคลื่อนไหวที่ท้อง  แต่ละขณะได้ละเอียดเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น  อย่างเช่นขณะที่หายใจเข้า  ใหม่ๆ 
เป็นเส้น  ต่อไปเป็นขณะ ขณะ  เป็นการฝึกจิตของตัวเองเพื่อให้รู้จักพิจารณา  เราต้องมีเหตุผลมากกว่าหนึ่ง   ถ้าเรารู้หยาบ ๆ รู้แต่ว่าหาย
ใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก  แล้วก็สรุปว่ามันก็มีแต่หายใจเข้า หายใจออก  เท่ากันตลอด  มีหายใจเข้า ก็มีหายใจออก  แต่ถ้า
พิจารณาถึงรายละเอียด  หายใจเข้าก็ยังมีอาการเปลี่ยนแปลง  ไม่ต่อเนื่อง ไม่เหมือนเดิม ปัญญาก็เกิด
                        อารมณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกก็เหมือนกัน   เราจะสรุปทันทีตามที่เราเคยเข้าใจเดิม ๆ ไม่ได้      ต้องพิจารณาให้ละ
เอียดขึ้นไปอีกว่าเกิดจากอะไร ?  ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ?  เพราะช่องว่างแม้จะมีนิดหนึ่งนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้  เพราะเมื่อ
มีเหตุปัจจัยอื่นแทรก  ก็ทำให้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้  นี่เป็นการฝึกตัวเองให้เกิดความละเอียดอ่อน  ในการรับรู้อารมณ์ที่เข้ามากระทบทาง
ทวารทั้ง ๖
                        พระพุทธเจ้าทรงมีอุบายอันแยบคาย  ในการพิจารณาสภาวธรรม  ที่เรียกว่า ธัมมวิจยะ หรือสอดส่องธรรม  คือ
การวิจัยธรรม อย่างเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเรา   ถ้าเราอาศัยความเคยชินว่าสิ่งนี้เกิด มันต้องเป็นอย่างนี้ ก็จะขาดการพิจารณา
ให้ละเอียดมากขึ้น เพราะอะไร ? เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเวลาเดียวกันตลอดไป  เหตุการณ์แบบนี้ เกิดเวลานี้เป็นอย่างนี้  แต่เหตุการณ์
แบบนี้เกิดอีกเวลาหนึ่ง ผลจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง  เหตุการณ์อันนี้ ไปเกิดกับอีกคนหนึ่ง  ให้ผลอีกอย่างหนึ่ง  เพราะ อะไร ?
                        เพราะว่าปัจจัยเปลี่ยนไปแล้ว   ไม่ใช่ปัจจัยเดิม  เหตุการณ์เดิม สถานที่ใหม่ กับคนใหม่   สถานที่ใหม่ก็เป็นปัจ
จัยอย่างหนึ่ง   คนอีกคนหนึ่งก็เป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง  ทำให้ผลไม่เหมือนเดิม   จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า ทำไมการกระทำเหล่านี้   เมื่อ
ก่อนเคยทำแบบนี้แล้วได้ผล  แต่มาทำตรงนี้กลับไม่ได้ผล  เพราะเหตุปัจจัยเปลี่ยน  เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจถึงเหตุปัจจัยตรงนี้  ต่อไปเราก็จะ
มีการพิจารณามากขึ้น เมื่อเจอแบบนี้ควรทำอย่างไร ? ปรับปรุงตรงไหนบ้าง ? นี่คือประโยชน์ของการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลง  ทีละ
ขณะ  ทีละขณะของสภาวธรรมต่าง ๆ
                        การพิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มีการเกิดดับ ทีละขณะ   แต่ละขณะ   ทุก ๆ ขณะที่เกิดขึ้น  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  
เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เราจะเข้าใจถึงเหตุปัจจัยตรงนั้นได้  ยกตัวอย่างขณะที่เรากำหนดลมหายใจเข้าออก  ใหม่ ๆ มีความตื่นตัว  จะเห็นว่า
ลมหายใจเกิดดับชัดเจน ตื่นตัวดี หายใจออกยาว แล้วก็หมดไป หายใจเข้ายาว แล้วก็หมด  แต่พอสักพักจิตถอยออกมาสติอ่อน  จากที่ยาว
ชัดเจนก็เริ่มไม่ชัดแล้วสงบอย่างเดียว  นี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาการเกิดดับของลมหายใจไม่ชัด  แต่เมื่อเอาจิตหรือความรู้สึก เข้าไปใน
ลมหายใจอีกก็ชัดอีก  จากที่เคยยาวก็จะขาดเป็นช่วง ๆ  อันนี้ก็เป็นเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เข้าไปเห็นอาการเกิดดับขณะเล็กของลมหายใจ

                        โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว  ลมหายใจที่เกิดขึ้น   ก็มีการเกิดดับอยู่ในตัวเป็นขณะ ขณะ  เรียกเกิดดับขณะเล็ก    
ถ้ากำหนดต่อไป  จิตเราละเอียดขึ้นก็จะเห็นว่า  แม้แต่อาการเกิดดับจากที่เป็นเส้น ก็จะเกิดอาการระยิบระยับ หรือเป็นฝอย  แล้วก็จางหาย
เปลี่ยนไปเรื่อยจนเหลื่อเพียงจุดเดียว  เพราะอะไร ? เพราะเรามีสมาธิเพิ่มขึ้น มีสติเพิ่มขึ้น มีปัญญาเพิ่มขึ้น จึงเห็นสภาวะละเอียดขึ้น และ
เมื่อพิจารณาเข้าไปอีก  ก็จะเป็นความว่าง  จากที่มีก็จะว่างเปล่า  เมื่อว่างเปล่าอย่างนี้แล้ว ควรมั้ยที่จะยึดเอาขันธ์ ๕ มาเป็นเรา ?  สำคัญ
มาก ๆ นะ   ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก บุคคลแหละเป็นผู้แบกของหนัก   คนเราทุกคนมีขันธ์ ๕  และเป็นผู้แบกของหนักอยู่ตลอดเวลา  
แต่ถ้าไม่ยึดก็ไม่ต้องแบก   ร่างกายก็สักแต่ว่ารูป  รูปข้างนอกก็สักแต่ว่ารูป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา   ถ้าเห็นอย่างนี้จะไม่ต้องแบก  จะเป็นผู้
ปล่อยวาง
                        สัญญาความจำได้หมายรู้ ก็สักแต่ว่าสัญญา   ถ้าเรากำหนดด้วยความไม่มีตัวตน   เห็นตามความเป็นจริง   ไม่มี
ใครเป็นเจ้าของ  เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วต้องทำหน้าที่จำ ต้องกำหนดหมายรู้ไว้  ถ้าสัญญาไม่ดีก็มีปัญหาอีก    ถ้าสติกำหนดรู้
อย่างไม่มีตัวตน  เวทนาทางใจที่เกิดขึ้นจะเป็นลักษณะของความว่าง ความสงบ ความสุข ความอ่อนโยน    เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา  ไม่
ใช่เรา ไม่ใช่เขา  เวทนาที่เกิดขึ้นจะไม่มีตัวตน เรา เขา เป็นผู้เข้าไปเสวย  จะเห็นว่าเวทนาที่เกิดขึ้นก็เป็นแค่เวทนา เป็นไปตามเหตุตามปัจ
จัยเท่านั้น
                        สังขารการปรุงแต่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย  การวิเคราะห์  การเรียนรู้  ความเข้าใจ    ต้องมีการ
ปรุงแต่ง  ร่างกายนี่ถูกปรุงแต่งด้วยธาตุ ๔  ปรุงแต่งด้วยอกุศล  จิตของเราถูกปรุงแต่งด้วยกุศล อกุศล ทำให้สวยงาม  ทำให้สุข  ทำให้
ทุกข์  แต่ถ้าปรุงแต่งด้วยอกุศล  การแสดงออกทางร่างกาย ทางวาจา  ก็จะเป็นกิริยาที่ก่อให้เกิดอกุศลต่อไป  แต่ถ้าจิตนั้นถูกปรุงแต่งด้วย
กุศล  การแสดงออกทางกาย ทางวาจา  ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเห็นแล้ว เกิดกุศลจิตไปด้วย  แม้แต่ตัวเองเห็นกิริยาอาการที่
เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งด้วยกุศลจิต  นึกถึงกิริยาอาการของตัวเองแล้วก็จะเกิดความรู้สึกภูมิใจ  จิตเป็นกุศลเกิดปีติ เกิดความสุข  นึกถึงตัว
เองเมื่อไหร่ ? ก็มีความสุขเมื่อนั้น  เพราะเห็นแต่กุศลจิต  เห็นแต่กุศลกรรมของตัวเอง
                        สังขารเหล่านี้ ถ้าเราพิจารณาอย่างไม่มีตัวตน  ก็สักแต่ว่าสังขารไม่มีใครเป็นเจ้าของ  อย่างเช่นขณะที่เราคิด  พิ
จารณาดูว่าความคิดนั้นมีตัวตนมั้ย ?  ความเข้าใจนั้นมีตัวตนหรือเปล่า ?  ไม่มีตัวตน มีแต่ปัญญา มีแต่ธรรมชาติที่เกิดขึ้น  ไม่มีใครเป็น
เจ้าของ  แล้วทำไมเราจำได้ ?  ทำไมเรารู้ ?  คำว่าเราเป็นแค่สมมติบัญญัติ  หรือสมมติสัจจะ  ความจริงโดยสมมติ เรียกว่าเป็นเรา เป็น
เขา  แต่ไม่ใช่เป็นความจริงโดยปรมัตถ์
                        การเห็นถึงความไม่มีตัวตน บังคับไม่ได้นั่นคืออริยสัจจ์ เป็นความจริงโดยแท้   แม้สังขารก็สักแต่ว่าสังขาร  ไม่
ใช่เรา ไม่ใช่เขา วิญญาณก็เหมือนกัน   วิญญาณคือใจรู้ ใจที่ทำหน้าที่รู้ เป็นของใครหรือเปล่า ? ไม่บอกว่าเป็นของใคร  เป็นธรรมชาติที่
เกิดขึ้นจากกรรมในอดีต  เกิดจากอวิชชาความไม่รู้  ทำให้ความเป็นเราเกิดขึ้น  เป็นมนุษย์แล้วก็มีรูปนาม   มีขันธ์ ๕  มีร่างกายจิตใจเกิด
ขึ้นมา  เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ต้องการที่จะละ ไม่อยากยึดติดในขันธ์ ๕  ก็ต้องปฏิบัติให้เข้าถึง ความเป็นธรรมชาติของอนัตตา
                        นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็สอนให้กับเหล่าสาวกทั้งหลาย   หากบุคคลใดไม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่สามารถเข้า
ถึงความเป็นอนัตตาได้  ก็ยังคงยึดขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่าเป็นตัวเรา ของเรา  บางคนยึดรูป  บางคนยึดเวทนา  บางคนยึดสัญญา บางคนยึดเอา
สังขาร  บางคนยึดเอาจิตว่าเป็นของเรา  เป็นเหตุให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด   บางคนยึดว่ารูปนามนี้เป็นของเรา ก็ทำให้ความทุกข์ ความเศร้า
หมองเกิดขึ้นได้  บางคนรู้ว่ารูปนี้เป็นเหตุแห่งทุกขเวทนา  พิจารณาเห็นแล้วว่าร่างกายนี้มีแต่ทุกขเวทนา  เป็นที่อาศัยของทุกขเวทนา  เกิด
อาการเบื่ออยากฆ่าตัวตาย  คิดว่าเพราะมีร่างกายถึงทุกข์   บางคนคิดว่าเพราะมีจิต  ก็พยายามทำให้จิตนี้ดับไป  ด้วยการไม่ใส่ใจในทุกสิ่ง
ทุกอย่าง  เพราะมีจิตไปรับรู้ร่างกาย  รู้ถึงการเจ็บปวดของร่างกาย  ความทุกข์จึงเกิดขึ้น   บุคคลที่ไม่ฆ่าตัวตาย  รู้ว่ารูปนี่เป็นที่อาศัยของ
ความทุกข์   เป็นเหตุแห่งทุกข์   ก็ปฏิบัติจนถึงอรูปฌาน   พยายามที่จะยึดเอาอรูปฌานเป็นที่อยู่  เป็นที่อาศัย  ยึดภพภูมิอันนั้นอีก   พระ
พุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงสอนว่ารูปนามขันธ์ ๕ นี้  ไม่ควรเข้าไปยึด   เพราะทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด
                        ฉะนั้นการที่จะไม่ยึดอย่างสิ้นเชิง  ก็ต้องเริ่มจากการกำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า  รูปนามขันธ์ ๕ นี่ไม่มีตัวตน 
ไม่มีเรา ไม่มีเขา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ  ถ้าปฏิเสธขันธ์ ๕ เพราะว่ามีสัญญาจึงทุกข์  ปฏิเสธไม่ได้  ต้องมี ต้อง
เกิด   ถ้าปฏิเสธเมื่อไหร่ ก็ทุกข์อีก  เพราะนี่คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว   ถ้าสัญญาไม่ดีเป็นคนขี้หลงขี้ลืม  เป็นไง ? ทุกข์อีก   ถ้าดับ
สัญญาก็จะจำอะไรไม่ได้เลย  ถ้าดับสังขารก็ขาดการวิเคราะห์ ขาดการปรุงแต่ง ขาดการคิดสร้างสรรค์  ก็ไม่เกิดประโยชน์อีก  ถ้าไม่มีเวท
นาก็อย่างที่บอก  ถ้าไม่มีเวทนาเลยเป็นเรื่องยาก  เพราะไม่ใช่ต้นไม้  ไม่ใช่ภูเขา  เพราะเรามีเลือดเนื้อ  มีจิต  มีขันธ์ ๕  เมื่อมีจิตก็ต้อง
รับรู้ถึงเวทนา
                        เพราะฉะนั้นเมื่อต้องการปล่อยวาง  จึงต้องอาศัยขันธ์ ๕ มาเป็นอารมณ์ในการเจริญสติ   เพื่อการละกิเลสอย่าง
สิ้นเชิง  เพื่อมรรค ผล นิพพาน  อย่างเช่นเวลานั่งสมาธิ แล้วคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น  ก็อาศัยความคิดนั่นมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน  กำ
หนดรู้ว่าความคิดที่เกิดขึ้นนั้น เกิดแล้วหมดไปหรือไม่ ?  เกิดแล้วหมดอย่างไร ?  ต้องมีเจตนาที่จะรู้ว่าความคิดนั้นเกิดแล้วดับอย่างไร ?  
อันนี้สำคัญ  ถ้าเจตนาที่จะรู้ว่าความคิดเกิดขึ้นแล้วจะไปถึงไหน ?   เราก็จะคิดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะความคิดไม่มีที่สิ้นสุด   อาศัยอดีตแล้ว
ก็ปรุงแต่งต่อไปข้างหน้า  อย่างนั้นดี อย่างนี้ดี นั่นคือความฝัน  แล้วก็ล่องลอยคิดไปอย่างไม่มีสติกำหนดรู้

                        เพราะฉะนั้นการทำอะไรก็ตาม  ถ้าเราตั้งเจตนาให้ชัด  ยิ่งเรามีบรรทัดฐาน ยึดตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระ
องค์ทรงบอกว่า  ทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มาเป็นบรรทัดฐาน  จะดับทุกข์ได้ก็ต้องตั้งอยู่บนหลักอันนี้  เวลากำหนดอารมณ์
ต้องมีเจตนากำหนดรู้ว่า  ที่ว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอย่างไร ? ที่เรียกว่าความคิดไม่เที่ยงเป็นอย่างไร ?  
ความทุกข์ไม่เที่ยง เป็นอย่างไร ?  นี่คือสิ่งที่ต้องสังเกต  เกิดแล้วดับยังไร ?  เวลาดับใจดับไปด้วยหรือเปล่า ?
                        พิจารณาอย่างนี้จะไม่ว่างจากอารมณ์กรรมฐาน  จะมีอารมณ์ให้กำหนดตลอดเวลา  เพราะมีเจตนาที่ชัดเจน  นี่คือ
สิ่งสำคัญ  นี่แค่แยกรูปนามเบื้องต้น  เมื่อเราเจอบุคคลที่สนใจในธรรมะ  ต้องการที่จะเข้าถึงหรือสัมผัสรสพระธรรมของพระพุทธเจ้า  เรา
สามารถอธิบายได้บอกได้ถึงวิธีพิจารณา  ถึงวิธีการปฏิบัติ  แล้วก็จะเห็นผลอย่างชัดเจน  เห็นผลได้และพิสูจน์ได้
                        สังเกตดูว่าเมื่อไหร่ที่ไม่มีตัวตนจิตจะว่างเบา   เมื่อจิตว่างเบาสิ่งที่เคยทุกข์สิ่งที่เคยไม่พอใจก็ปล่อยวาง   การให้
อภัยก็เกิดขึ้น  เมื่อจิตว่าง กว้าง วิสัยทัศน์ก็กว้างด้วย  เพราะอะไร ?  การมองด้วยความไม่มีตัวตน เราจะมองได้รอบ  ได้กว้าง  และคิด
ได้ไกล  นี่สิ่งที่ควรพิจารณา  แต่ถ้าเรารู้แค่ว่ารู้สึกกว้าง โล่ง เบา สุข อึดอัด ทุกข์  ยังรู้แคบอยู่  ถ้าเราพิจารณาออกไปให้กว้าง  เราก็จะ
เห็น และเข้าใจอะไรได้กว้าง  เพราะอะไร ?  เพราะสติเรามีกำลัง  เพราะจิตเราว่างไม่มีตัวตน  ความรู้ความเข้าใจหรือปัญญาก็จะเกิดขึ้น
ได้ง่าย
                        สำคัญมาก ๆ คือการมีเหตุมีผล   การที่เราจะรู้ถึงเหตุ ผลหรือรู้ต้นจิตได้   จิตจะต้องกว้างกว่ารูป  ฝากอีกอย่าง
หนึ่ง  สิ่งที่เราควรจะรู้ให้มากคือการรู้ต้นจิต  รู้ว่าขณะนี้จะทำอะไร ? ทำไปเพื่ออะไร ?  ทำไมต้องทำ ?  ทำไมต้องเกา ?  ทำไมต้อง
เปลี่ยนอิริยาบถ ?  ทำไมต้องพูด ?  สั่งให้พูดเพื่ออะไร ?  ลองสังเกตดูนะว่ารู้สึกอย่างไร ?  เวลาเราจะคิด คิดไปเพื่ออะไร ?  ถามตัว
เอง ต้นจิตต้องรู้ก่อน  เวลาจะคิดเรื่องนี้คิดไปเพื่ออะไร ?  เวลาจะทำ ๆ ไปเพื่ออะไร ?  จะทำให้เรามีเหตุ มีผล  รู้จักเหตุ รู้จักผล  รู้ชัด
ถึงเจตนาของตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร ?
                        ตรงนี้จะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งให้เรารู้ชัดว่าสิ่งที่เราทำ หรือเจตนาที่ทำไปนั้นให้ประโยชน์  ให้คุณหรือให้โทษ ?  
ทำผิดหรือถูก ?  เมื่อเห็นชัดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิดก็จะแก้ไขได้ง่าย  แต่ถ้าไม่เห็นเจตนาการกระทำออกไปนั้นถ้าผิด  พอมีผู้หวังดีบอกจะ
รับไม่ได้  เพราะไม่เห็นเจตนาตัวเอง   เห็นว่าไม่มีเจตนาที่จะทำอย่างนั้น   แต่การกระทำที่แสดงออกไป คำพูดที่พูดออกไป  คนอื่นเห็น
แล้วรู้สึกว่าไม่ดี  แต่ตัวเองไม่เห็นเจตนาตัวเองว่าการกระทำอย่างนั้นเหมาะสมหรือไม่ ? สมควรหรือเปล่า นี่คือประโยชน์ที่จะได้รับ  จะ
ทำอะไรก็มีเหตุ มีผล  ไม่ทำอย่างไร้สาระ
                        ถ้ามีเจตนาที่จะเห็นต้นจิตของตนเอง  เวลาจะพูดเพื่อความบันเทิง  ก็จะเห็นชัดว่ามีเจตนาพูดอย่างนั้น  เพื่อความ
บันเทิง  ไม่ใช่ว่าพูดไปอย่างงั้นแหละ   ตรงนี้เห็นชัด ๆ นะ   ขอฝากเอาไว้  ขอให้เจริญต้นจิตแล้วก็สังเกตดูเจตนาในการกระทำของตน
เองให้มาก
                        หวังว่าการแสดงธรรมวันนี้   คงทำให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจพื้นฐานของการปฏิบัติธรรม   และวิธีการพิจารณา
สภาวธรรม และการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น  ก็ขอให้มีแต่ความสุข ความเจริญ ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

เทศน์วันอาสาฬหบูชา  พ.ศ.๒๕๔๖
( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ  ฐานงฺกโร )

                        เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว  พระองค์ได้นำวิธีการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นนั้น   มาแสดงให้เหล่าเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย  ได้เข้าใจได้รู้ถึงวิธีการปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้น    ซึ่งแนวทางเพื่อความหลุดพ้นคือ  การปฏิบัติสายกลาง ไม่ตึงนัก ไม่
หย่อนนัก  ก็คือแนวทางปฏิบัติตามมรรค มีองค์ ๘ การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นนั้น หลุดพ้นจากอะไร ? หลุดพ้นจากความทุกข์ ? หลุด
พ้นจากโลกนี้ ?   หลุดพ้นจากกิเลส ?   หรือหลุดพ้นจากสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่น ?  ยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  เพราะ
เรายึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ   อันนี้เอง เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้น
สุด  แล้วเราจะละอุปาทานจากขันธ์ ๕ นี้ได้อย่างไร ?
                        วิธีละรูป-นามหรือละอุปาทานจากขันธ์ ๕   พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงย่อ ขันธ์ ๕ ลงมา  เหลือเพียงรูปกับนาม
รูปก็คือรูปร่างกายอันนี้  ที่เรายึดมั่นอยู่ขณะนี้ตรงนี้เรียกว่ารูป เสียงที่เราได้ยินอยู่ขณะนี้ก็เรียกว่ารูป ภาพที่เราได้เห็นอยู่ในขณะนี้ก็เรียกว่า
รูป  การกระทบการสัมผัสระหว่างกายกับพื้นที่เรานั่งก็เรียกว่ารูป  แล้วที่เรายึดเอารูปอันนี้ทำไมถึงทุกข์ ?  ให้เราสังเกต   เมื่อเป็นรูปๆ 
นี้มีตัวตนหรือเปล่า ?  วิธีพิจารณาขันธ์ ๕ ให้เห็นความเป็นอนัตตา ก็คือ การแยกรูปแยกนาม  ให้เราเอาความรู้สึกออกมานอกตัว ออก
มาข้างนอก  แล้วลองพิจารณาดูว่าความรู้สึกกับรูปที่นั่งอยู่ เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน ถ้าเราเห็นเป็นคนละส่วน   ทีนี้พิจารณาขันธ์
ที่เป็นรูป เรียกรูปขันธ์   ความรู้สึกเป็นนามขันธ์  เป็นคนละส่วนหรือส่วนเดียวกัน   ลองพิจารณาด้วยการใช้ความรู้สึกที่ว่าง   พิจารณา
เวทนาที่เกิดขึ้นกับรูปอันนี้  ลองดูนะ พิจารณาดูว่าเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน ?
                        กายสังขาร(รูป) จิตสังขาร(นาม) จิตที่ว่างกับกายเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน ?  พิจารณาอย่างนี้แล้ว วิญ
ญาณคือใจรู้ กับกาย  เราก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นคนละส่วน  วิญญาณ(ใจรู้) ก็เป็นคนละส่วนกับรูป  ทีนี้เราลองพิจารณาต่อ  เมื่อเราพิจารณา
เห็นสภาพความเป็นคนละส่วนอย่างนี้  สภาพจิตเราเป็นอย่างไร ?  ให้ผลกับจิตอย่างไร ?  ขณะที่เราเห็นเป็นคนละส่วนจิตรู้สึกว่าง  เบา
อิสระ หรือว่าเป็นอย่างไร ? ถ้าจิตว่าง เบา ให้พิจารณาเข้าไปในจิตที่ว่างเบา เรียกว่าดูจิตในจิต  พอพิจารณาเข้าไปในจิตที่ว่างเบา แล้วเรา
รู้สึกอย่างไร ? ในจิตที่ว่างเบานั้นเป็นที่อาศัยของอกุศลได้หรือเปล่า ? จิตที่ว่างเบาบอกว่าเป็นใครหรือเปล่า ?  แล้วขณะที่ไม่บอกว่าเป็น
ใคร  เรารู้สึกอย่างไรกับสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ?
                        ถ้าพิจารณาอย่างเข้าใจเราจะเห็นว่าขันธ์ ๕  นี้เป็นของว่างเปล่ายึดถือไม่ได้ ยึดไม่ได้เลย ทำไมถึงยึดไม่ได้ ?  วิ
ธีสังเกตวิธีพิจารณาก็คือ ขณะที่จิตว่างเราใช้จิตที่ว่างนี้  ไปพิจารณาแต่ละส่วนของร่างกายของรูป   เมื่อเอาจิตที่ว่างกำหนดรู้  รู้ส่วนไหน
ของร่างกายก็ตาม ลองพิจารณาดู ส่วนนั้นมีรูปร่างหรือว่างไป หายไป สลายไป ดับไป  ถ้าหายไป ดับไป สลายไป  นั่นคือความไม่เที่ยง
ของรูป  ให้เราทำซ้ำ ๆ ปฏิบัติซ้ำ ๆ ที่มือ ที่แขน ที่ตัว   ส่วนไหนก็ตามของร่างกาย ที่เรารู้สึกว่ามีเวทนาหรือรู้สึกว่ามีรูปร่างอยู่  ตรงนี้
เป็นการพิจารณาดูว่า รูปนี้มีสาระเป็นแก่นสารหรือเป็นของว่างเปล่า ?  เป็นสิ่งน่ายึดถือหรือเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือ ? เมื่อพิจารณาอย่างนี้
แล้ว  เราจะบอกตัวเองได้ว่า รูปกับนามก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร ไม่ได้บอกว่าเป็นเรา ไม่ได้บอกว่าเป็นเขา  เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่อาศัย
กันเกิดขึ้นมา เกิดจากกรรมเกิดจากวิบาก  แล้วถ้าเราคิดอย่างบัญญัติต่อไปอีกว่า แล้วทุกวันนี้ที่เรายึดติดยึดถือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เราทุกข์เรา
ยึดอะไร ?  ถ้าเราไม่ยึดรูปนามภายใน ก็ยึดรูปนามภายนอก  ยึดรูปนามภายนอกว่าเป็นตัวเขา  ยึดรูปนามภายในว่าเป็นตัวเราของเราจึงทำ
ให้เราทุกข์  จึงทำให้จิตกระสับกระส่าย  จึงทำให้จิตทุรนทุราย  ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้
                        เมื่อเห็นนามเป็นคนละส่วนกับรูปแล้ว  ลองพิจารณาดูนามหรือความรู้สึกนั้นจะไม่มีกิเลส  ให้ใช้จิตที่ไม่มีกิเลส
นี้รับรู้อารมณ์ รับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา รับรู้ด้วยจิตที่ไม่มีตัวตน  ให้รู้ตามความเป็นจริงจะเห็นว่า เกิดที่ไหนดับที่นั่น  พระอัญญาโกณ
ฑัญญะฟังธรรมครั้งแรกก็เข้าใจถึง " เหตุเกิดที่ไหนให้ดับที่นั่น "  จึงได้บรรลุมีดวงตาเห็นธรรม  ทีนี้เรามาลองดูเวลาเราเห็นอะไรก็ตาม
ให้เอาความรู้สึกไปที่นั่นอย่าดึงเข้ามาที่ตัว  อย่างฟังเสียงให้จิตไปที่เสียง  ลองดูว่าเสียงนั้นวิ่งเข้ามาที่ใจหรือว่า เกิดตรงนั้นดับตรงนั้น  ถ้า
เห็นว่าเกิดตรงนั้นดับตรงนั้น รู้สึกอย่างไร ?   จิตเรารู้สึกอิสระ  นั่นทำถูกต้อง   จิตไม่เป็นทุกข์   ไม่ยึดเอาอารมณ์นั้นมาเป็นเราเป็นเขา
พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปหาพระสารีบุตร  พระสารีบุตรก็ทักว่า " พราหมณ์ วันนี้ทำไมหน้าผ่องใสจัง "  พราหมณ์ก็บอกว่า " เพิ่งไปเข้า
เฝ้าพระพุทธเจ้ามา " พระพุทธเจ้าสอนอะไร ?  พราหมณ์ก็บอกว่า ไปทูลกับพระพุทธเจ้าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าเป็น
ผู้อาวุโส ผู้เฒ่า ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงถูกบีบคั้น ทำให้เกิดความทุกข์มีเวทนา ทำให้เกิดการกระสับกระส่ายไม่เป็นสุข "   พระพุทธ
เจ้าทรงตอบว่า " พราหมณ์ ที่พูดมานั้นถูกต้องแล้ว "  พราหมณ์ก็เกิดความปีติดีใจว่าตนเข้าใจในธรรมะแล้ว  ก็เลยไม่ได้ถามต่อว่าเพราะ
อะไรจึงกระสับกระส่าย  พระสารีบุตรถามว่า ได้ถามไหมว่าเพราะเหตุใดจิตถึงกระสับกระส่าย ? พราหมณ์บอกไม่ได้ถาม  พราหมณ์คน
นั้นได้ถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรจึงเทศน์ให้ฟังว่า   เหตุที่ทำให้จิตกระสับกระส่าย เพราะว่าคนเรามีความยึดมั่นถือมั่นในรูป   มีความ
ยึดมั่นถือมั่นในเวทนา มีความยึดมั่นถือมั่นในสัญญา  มีความยึดมั่นถือมั่นในสังขาร  มีความยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ
                        ยึดมั่นถือมั่นในรูปเป็นอย่างไร ? ก็คือว่าการยึดมั่นถือมั่นว่ารูปนี้เป็นของเรา  มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีรูป  มี
ความยึดมั่นถือมั่นว่ามีรูปในเรา  มีความยึดมั่นถือมั่นว่ามีเวทนาเป็นของเรา  มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีเวทนา   และมีความยึดมั่นถือมั่น
ว่าเวทนามีในเรา มีความยึดมั่นถือมั่นว่าสัญญาเป็นของเรา  มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีสัญญา  แล้วก็มีความยึดมั่นถือมั่นว่าสัญญามีในเรา  
มีความยึดมั่นถือมั่นสังขารว่าเป็นเรา  มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีสังขาร  มีความยึดมั่นถือมั่นสังขารนั้นมีในเรา วิญญาณก็เหมือนกัน  มี
การยึดมั่นถือมั่นว่าวิญญาณเป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีวิญญาณ แล้วก็มีวิญญาณในเรา เพราะการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เหล่า
นี้นี่เอง จึงทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระสับกระส่าย วุ่นวาย ไม่สงบ ไม่พบกับความสุข  เมื่อพิจารณาแยกรูปนามได้ก็จะเห็นว่ารูปก็สักแต่
ว่ารูป ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา เหมือนวัตถุสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ เหมือนท่อนไม้ เหมือนก้อนหินที่ตั้งอยู่   จิตหรือตัววิญญาณเองก็แยกเป็นคนละส่วน
ไม่ได้บอกว่าเป็นเรา  เมื่อไม่ได้บอกว่าเป็นเรา นั่นคือความเป็นอนัตตา  เมื่อเห็นความเป็นอนัตตา อะไรเกิดขึ้นกับจิต ? ลองพิจารณาดู ?
                        สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความเข้าใจความยึดถือว่า  รูปนามอันนี้เป็นของเราถูกทำลาย  ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนถูก
ทำลาย  แล้วเกิดอะไรขึ้น ?  จิตจะรู้สึกโล่ง โปร่ง เบา  นั่นคือการทำลายอัตตาหรืออุปาทาน  ทีนี้ลองพิจารณาดูต่อไปอีกว่า  คำว่าเวทนา
สักแต่ว่าเวทนานั้นเป็นอย่างไร ? ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ อาศัยเวทนาขณะนี้ที่มีอาการเมื่อยอาการชา  แล้วสังเกตดูว่า  จิตที่ว่างกับเวทนาที่เกิด
ขึ้น เป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วน ? ถ้าสามารถแยกได้ว่าเป็นคนละส่วน จิตที่เบาว่าง กว้างกว่าเวทนา เวทนานั้นก็สักแต่เวทนา  เวทนา
นั้นไม่ทำให้เกิดกิเลส  แต่ต้องรู้ชัดว่ามีเวทนานะไม่ใช่ไม่รู้  รู้ชัดว่ามีเวทนา  แต่เวทนาไม่สามารถทำให้จิตเศร้าหมองได้   เมื่อจิตไม่เศร้า
หมอง  นั่นแหละ ไม่มีอุปทานในจิตว่าเป็นของเรา  เวทนาก็สักแต่เวทนาไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เวทนานั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่ในที่ว่าง
เมื่อเราเห็นเวทนาตั้งอยู่ในที่ว่างจิตเรารู้สึกอย่างไร ?  นี่คือสิ่งที่เราต้องสังเกต  รู้สึกเบาอยู่ สงบอยู่ หรือมีความตื่นตัว   เมื่อเวทนานั้นไม่
ก่อให้เกิดกิเลส จิตก็บริสุทธิ์จากกิเลส
                        สัญญาสักแต่ว่าสัญญานั้นเป็นอย่างไร ? ลองพิจารณาดูว่า  ถ้าแยกความรู้สึกกับเรื่องราวออกจากกัน  เราจะเห็น
ว่าสัญญาหรือความจำอันนั้นตั้งอยู่ในที่ว่าง  ความรู้สึกกับสัญญาเป็นคนละส่วนกัน  เมื่อความรู้สึกกับสัญญาเป็นคนละส่วนกัน สัญญาก็สัก
แต่ว่าสัญญาไม่ใช่สัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา สัญญาอันนั้นไม่สามารถปรุงแต่งจิตให้เศร้าหมอง  ไม่สามารถปรุงแต่งจิตให้เกิดความทุกข์
ได้  สัญญาก็จะเกิดและตั้งอยู่บนความว่าง แล้วก็ดับไปในความว่าง รับรู้แล้วก็ดับไป
                        สังขารก็เหมือนกัน นี่คือการพิจารณา   ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ แล้วย้อนกลับมาดูจิตตัวเองว่า   เมื่อเห็นในสภาพ
อย่างนี้จิตเรารู้สึกอย่างไร ?  พระพุทธเจ้าสอนให้เราทำจิตให้ผ่องใส ขณะที่เราพิจารณาอย่างนี้ จิตเราผ่องใสหรือเปล่า ?  เราตอบตัวเอง
ได้เลยว่า  เรารู้สึกจิตเบา ว่าง โล่ง โปร่ง สติตั้งมั่น ตื่นตัว  รับรู้ทุก ๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖   รับรู้ในลักษณะที่ตั้งอยู่ในความ
ว่าง  จะไม่มีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจอารมณ์นั้น ด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวตน นี่คือพิจารณาอย่างไม่มีตัวตน การพิจารณาอย่าง
อย่างไม่มีตัวตนอันนี้ เรายังรู้ถึงความเป็นบัญญัติ เป็นรูปร่าง เป็นกลุ่มก้อน เป็นเรื่องเป็นราวอยู่
                        เวลาปฏิบัติให้มีอิริยาบถหลัก   อิริยาบถหลักก็คือ ยืน เดิน นั่ง หรือนอน  ในแต่ละอิริยาบถให้รู้ว่าเรากำหนดอะ
ไร ?  ขณะที่ยืนไม่ว่าจะยืนทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะยืนเฉย ๆ  ยืนนิ่ง ๆ  ยืนพูด ยืนคุย ยืนสนทนาธรรมกัน  วิธีพิจารณาก็คือ ขณะที่ยืนๆ 
อยู่ในบรรยากาศแบบไหน ?  ยืนอยู่ในความว่างหรือเปล่า ?  ทำไมต้องพิจารณาอย่างนั้น ?  เพราะการพิจารณาอย่างนี้ ทำให้จิตไม่เกาะ
กับรูป ตัวตนไม่เกิด  ลองสังเกตดูนะ ขณะที่เราสังเกตรู้ถึงอาการนั่ง เรานั่งอยู่ในที่ว่างหรือเปล่า รอบ ๆ ตัวว่างมั้ย ?   จะรู้สึกว่ารอบ ๆ 
ตัวนี้ว่างเปล่า  รูปจะตั้งอยู่บนความว่างแล้วก็รู้สึกเบา นั่นคือความเป็นอนัตตา  ความรู้สึกว่ารูปนี้เป็นเราถูกทำลาย ก็เห็นตามความเป็นจริง
ขณะที่เรานั่งพอว่างสงบ รูปนี้จะตั้งอยู่ในความว่าง ข้างหน้าก็ว่าง ด้านข้างก็ว่าง รอบ ๆ ตัวว่างหมด  ให้นิ่งอยู่กับความว่างข้างหน้า ขณะ
ที่นิ่งในความว่างข้างหน้า  สภาวะจะปรากฏให้เรากำหนด  สภาวะก็คืออาการเกิดดับของรูปนามนั่นเอง  อย่างเช่นขณะนี้ ความรู้สึกเรานิ่ง
อยู่ข้างหน้า ต้องนิ่งด้วยความรู้สึกที่ตื่นตัว  อย่านิ่งแบบเบลอ ๆ เหมือนกับจะหลับ  ต้องนิ่งด้วยความรู้สึกที่ตื่นตัวจึงจะมีสติ
                        พอนิ่งปั๊บ ในความว่างนั้นมีอะไรเกิดขึ้นมา ?   พอหลับตาปุ๊บนิ่งในความว่าง มีสี มีแสง เกิดขึ้น ?  มีอาการ
ระยิบระยับเกิดขึ้น ?  มีอาการวูบวาบเกิดขึ้น ?  มีอาการกระเพื่อมเกิดขึ้น ? หรือว่า มีเสียงเข้ามารบกวน ?  มีความคิดเข้ามา ?  ลอง
สังเกต  ถ้ามีความคิดเข้ามาในความว่าง นั่นคืออารมณ์ใหม่ เป็นอารมณ์ปัจจุบันที่เราต้องกำหนด  ที่เราต้องเอาความรู้สึกเข้าไปกำหนดรู้
อย่างเช่นขณะที่เรานั่ง พอนั่งปุ๊บพอสงบนะความคิดเข้ามา  พอมีความคิดเข้ามาอย่าปฏิเสธความคิด  ให้พิจารณาดูความคิดที่เกิดขึ้น  ให้
เอาความรู้สึกว่างไปที่ความคิด  ขณะเอาความรู้สึกว่างไปที่ความคิด  จะพิจารณาอย่างไร ? ให้เอาความรู้สึกที่ว่างไปแตะถูกความคิดลอง
ดู เรื่องที่คิดหรือว่าภาพที่เห็นนั้น พอกระทบถูกจะเป็นอย่างไร ? ตั้งอยู่หรือหายไป ? กระทบปุ๊บหายไปว่างไป ?  เข้ามาแล้วก็ดับไป ?
เข้ามาแล้วหายไป ? นั่นคือความไม่เที่ยงของความคิด ให้กำหนดรู้อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  เมื่อเราเห็นลักษณะความไม่เที่ยงของความคิด  สัก
พักความคิดก็จะหายไปเอง  เราจะเห็นว่าขณะที่พิจารณาอย่างนั้น  เมื่อมีความคิดเข้ามา  จิตเราจะเป็นคนละส่วนกับเรื่องที่คิด   จะเห็นว่า
จิตเราสงบ ความคิดก็ส่วนความคิด ความคิดนั้นเกิดแล้วตั้งอยู่บนความสงบ
                        เพราะฉะนั้น ความคิดที่เกิดขึ้นจึงไม่ทำให้จิตวุ่นวาย  นั่นแหละ สังขารสักแต่ว่าสังขารจิตก็สงบได้  การกำหนด
อาการเกิดดับของความคิด  เราเอาความคิดมาเป็นอารมณ์กรรมฐาน  กำหนดความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของความคิด  ถ้าเราปฏิเสธ
ความคิด  จิตจะฟุ้งซ่าน  เพราะอะไรจิตถึงฟุ้งซ่าน ?  เพราะมีอุปาทานไปยึดในความคิดนั้นว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา ๆ เป็นคนคิด  แล้ว
บังคับไม่อยากให้เกิด  นั่นคือตัณหาได้เกิดขึ้นแล้ว  ความอยากที่ไม่อยากให้เป็น  ไม่อยากให้มี  ไม่อยากให้เกิดได้เกิดขึ้นแล้ว  เมื่อมีตัว
ตน จิตเรา สติเราก็อ่อน   เมื่อสติเราอ่อนความฟุ้งซ่านก็เกิดขึ้น  เพราะฉะนั้น การพิจารณาความคิด  จะเห็นว่าความคิดก็เป็นสังขารอย่าง
หนึ่ง  เป็นแค่สังขารขันธ ์( ปรุงแต่ง )  สัญญาขันธ์ ( จำ )   จิตเรากับสัญญากับสังขารจึงเป็นคนละส่วนกัน   สัญญา ( จำ ) ไม่เที่ยง
สังขาร ( ปรุงแต่ง ) ก็ไม่เที่ยง   นี่คือความหมายของความไม่เที่ยง  ไม่ใช่เราไม่สนใจแล้วสังขารนั้นไม่เที่ยง   ต้องเข้าไปรู้ถึงความไม่
เที่ยงของสัญญาหรือสังขารอันนั้น  นี่คือการกำหนดรู้สภาวะอารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นขณะนั้นจริง ๆ
                        การกำหนดรู้อารมณ์อย่างนี้ได้ประโยชน์อย่างไร ?  เราลองพิจารณาดูนะ   ขณะที่เรากำหนดในลักษณะอย่างนี้
ความรู้สึกที่ทำหน้าที่กำหนดใครเป็นผู้กำหนด ?  เราเป็นผู้กำหนดอาการเกิดดับของความคิด ?   หรือว่าความรู้สึกที่ว่างทำหน้าที่กำหนด
ความคิด ?  ถ้ามีความรู้สึกว่าเราเป็นผู้กำหนดความคิด  ตัวตนก็เกิดจิตจะรู้สึกหนัก   ถ้ารู้สึกว่าความรู้สึกที่ว่างเป็นผู้กำหนดความคิดขณะ
นั้น  การกำหนดรู้ความคิดนั้น  เป็นการกำหนดอย่างไม่มีตัวตน  มีแต่ธรรมชาติที่เข้าไปรู้ทัน จิตก็จะเกิดความรู้สึกสงบ มั่นคง ตื่นตัว ไม่
มีตัวตน   แล้วพิจารณาดูว่า ขณะที่เรากำหนดอารมณ์เหล่านั้นมีความชอบ ไม่ชอบ เกิดขึ้นหรือเปล่า ?   เราจะเห็นว่าไม่มีความรู้สึกชอบ
หรือไม่ชอบ  ขณะที่กำหนดสภาวะเกิดดับนั้น จิตนิ่งเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น  นี่แหละ คือทางสายกลางไม่เกี่ยวกับชอบไม่ชอบ  เป็นการเจริญสติ
เพื่อมุ่งสู่มรรค ผล นิพพาน  ขณะที่กำหนดนั้นจะไม่มีกิเลสเข้าไปเกี่ยวข้องเลย  จะไม่เป็นที่อาศัยของกิเลส ไม่เป็นเหตุให้กิเลสเกิดขึ้นได้
เพราะไม่มีอุปทานใน รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ จึงสักแต่ว่าเป็นเช่นนั้นเป็นธรรมชาติ ถ้าเรามีเจตนาที่จะพิจารณาทุก ๆ สภา
วะ  ในลักษณะอย่างนี้  ไม่ว่าอารมณ์ไหนเกิดขึ้นก็ตาม  อารมณ์เหล่านั้นไม่สามารถทำให้จิตเราเศร้าหมอง ไม่สามารถทำให้กิเลสเกิดขึ้น
ได้  เพราะอะไร ? เพราะเราเข้าใจแล้วว่าขันธ์ ๕ นี้ เป็นธรรมชาติที่เป็นไปอย่างนั้น ไม่ควรเข้าไปยึดเพราะเป็นคนละส่วนกัน  ฉะนั้นเรา
จึงต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
                        เวลาเรานั่งปฏิบัติ กำหนดอาการเกิดดับของอารมณ์ ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ สำคัญที่สุดก็คือว่า เวลาเราพิจารณา
อารมณ์ที่เกิดขึ้น   เราจะต้องกำหนดรู้ถึงลักษณะของอาการพระไตรลักษณ์   ลักษณะ ๓ อย่างนี้ได้แก่ ความเป็นอนิจจัง คือลักษณะของ
ความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน   ทุกขัง คือลักษณะของการตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  อนัตตา คือลักษณะที่บังคับบัญชาไม่ได้ไม่มีตัวตน นี่คือ
สิ่งที่ต้องพิจารณ  เวลาเราปฏิบัติแล้วมาส่งอารมณ์ อาจารย์จึงถามว่า  อาการแต่ละอาการเกิดขึ้นแล้วดับอย่างไร ?  หรือขณะที่อาจารย์ให้
ฟังเสียง ใช้เสียงเป็นสื่อนำครั้งแรกเป็นอย่างไร ? เพื่อให้เราพิจารณา นั่นคือลักษณะของอนิจจังคือความไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนแปลง  ที่เรียก
ว่าทุกขัง ก็คือ ลักษณะของความเป็นทุกข์ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ต้องหมดไป  ที่เรียกว่าอนัตตา  ขณะนั้นการรับรู้อารมณ์ไม่มีตัวตน บัง
คับไม่ได้  สภาวะที่เกิดขึ้นบังคับให้ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับ   เสียงที่เกิดขึ้นแล้วเราจะทำให้เสียงนั้น ตั้งอยู่ตลอดเวลา
ไม่ได้ เกิดแล้วต้องดับ
                        เสียงที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น ดับในลักษณะอย่างไร ?  บางครั้งก็มีอาการดับแบบเป็นขณะ ๆ บางครั้งก็มีอาการ
แบบวูบหายไปเป็นชุด ๆ  บางครั้งก็ดับแบบกระจายไป   บางทีก็ดับแบบเกิดขึ้นแล้วค่อย ๆ เลือนหายไป    นั่นคือลักษณะอาการเกิดดับ
เพราะฉะนั้น เวลากำหนดอาการเกิดดับทุกครั้ง ทุกสภาวะที่เกิดขึ้นให้กำหนดรู้ในลักษณะอย่างนี้ เพราะอะไร ?   เพราะลักษณะอาการเกิด
ดับ  ตรงนี้เป็นสภาวปรมัตถ์  ไม่มีเราไม่มีเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง  มีแต่สติกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น   จะสังเกตเห็นว่า ลักษณะอาการเกิดดับ
อันนี้ ไม่เป็นที่อาศัยของกิเลส เพราะตั้งอยู่ได้ไม่นานแล้วก็ดับไป  กิเลสยังไม่เกิดก็ดับไปก่อน  เราลองสังเกตดูว่า เมื่อไหร่ที่เรื่องราวต่างๆ
ที่เรารับรู้ เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่นาน  ยิ่งตั้งอยู่นานเท่าไหร่ ? ก็เป็นที่อาศัยของกิเลสมากเท่านั้น  เพราะอะไร?
                        เพราะการตั้งอยู่นานก็คือการปรุงแต่ง ยึดติดในอารมณ์ คิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์  เวลาที่เราคิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์  มัก
จะคิดเรื่องที่ผ่านมาแล้วเพื่อให้ทุกข์มากขึ้น  อย่างเช่นเวลาเกิดความโกรธ   พอกระทบอารมณ์เฉพาะหน้าโกรธปุ๊บ  แทนที่จะคิดหาวิธีดับ
ความโกรธ ก็จะคิดย้อนไปในอดีตว่า  เมื่อก่อนคนนี้เคยทำอย่างนี้ ๆ กับเรา ทำอย่างนี้แหละที่ทำให้เราโกรธมาเรื่อย ๆ   เป็นการปรุงแต่ง
เพิ่มขึ้นมา  หาเหตุผลเพื่อที่จะทำให้ตนเองทุกข์   เขาเรียกเอาเชื้อมาสุมไฟให้มีมากขึ้น ๆ  แทนที่จะรู้สึกว่าโกรธ ๆ แล้วนะ  ความโกรธ
ไม่ดีเผาไหม้จิตใจเราแล้วนะ แล้วย้อนกลับมาดูตัวเอง  นี่แหละ เพราะยึดรูปนามอันนี้ว่าเป็นตัวเราของเรา ความโกรธจึงได้เกิดขึ้น
                        ความโกรธเกิดขึ้นแล้วจะดับอย่างไร ? นั่นคือสิ่งที่เราควรหาควรคิด  วิธีดับก็คือขยายความโกรธนั้นให้กว้างเท่า
กับท้องฟ้า  ลองดูว่าความโกรธนั้นตั้งอยู่ได้ไหม ?   ขยายแล้วความโกรธ ๆ  นั้นจะหมดแรงและดับไปจิตก็ว่าง   แต่ถ้าเรากดข่มเอาไว้ 
ความโกรธยิ่งมีกำลัง ข่ม ข่ม ข่ม  บังคับไว้ตรงนี้หมดเลย ไม่ยอมปล่อยให้ออกไปในที่ว่าง  เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้จึงต้องกำหนดรู้ที่
เวทนา  ความทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะความโกรธ  ก็คือความอึดอัดใจความเร่าร้อนนั่นเอง  ถ้าแยกเป็นคนละส่วนเมื่อไหร่ก็ดับ  เพราะฉะนั้นวิ
ธีคิดอย่างหนึ่งก็คือว่า   ถ้าอะไรเกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุแห่งทุกข์  อย่าปรุงแต่งให้ตนเองทุกข์มากขึ้น  จงปรุงแต่งคิดหาวิธีเพื่อที่จะดับทุกข์ให้
เร็วที่สุด  นั่นจะเป็นการคิดไปข้างหน้า  ไม่ต้องมีอาการพิไรรำพัน  เพราะการพิไรรำพันตรงนี้แหละ  ทำให้ความทุกข์ตั้งอยู่นานเสียใจอยู่
นาน  นั่นคือการสร้างกรรม  มโนกรรมก็คือคิดซ้ำ ๆ กายกรรมวจีกรรมก็คือพูด  กายกรรมคือการกระทำทางกาย  มโนกรรมถ้าเราคิดทำ
บ่อย ๆ เป็นอนุสัยกิเลสนะ  ถ้าคิดถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์บ่อย ๆ ก็สั่งสมทุกข์บ่อย ๆ  ถ้าเราพิจารณาพยายามทำจิตของเราให้ว่างบ่อย ๆ นั่น
ก็เป็นการสร้างอนุสัยกุศล  อย่างที่บอกว่าทำบุญไว้เป็นอนุสัย  เป็นปัจจัยในภายหน้าเพื่อความหลุดพ้น
                        เราปฏิบัติและทำบุญต่าง ๆ เพื่ออะไร ?  เพื่อความสุข  เพื่อความหลุดพ้น   ทำบุญได้บุญ ทำปัญญาก็ได้ปัญญา
ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นก็ได้หลุดพ้น เราจะหลุดพ้นได้ก็ต้องปฏิบัติ คือการพัฒนาจิตเราให้มีปัญญามากขึ้น ให้เข้าใจให้รู้ตามความเป็นจริง
ที่เรียกว่า สัมมาทิฎฐิ  คือ การเห็นชอบ  การเห็นชอบนี่คือการเห็นถูกแล้ว  เห็นว่ารูปนามอันนี้เป็นคนละส่วนกัน  สังขารขันธ์ ๕ นี้เป็น
ของว่างเปล่านะ  เราเห็นถูกแล้ว เมื่อเห็นถูกแล้วควรจะทำอย่างไร ? ควรหรือที่เราจะไปยึดว่ารูปเป็นของเรา ? เวทนาเป็นของเรา ? สัญ
ญาเป็นของเรา ? สังขารเป็นของเรา ? วิญญาณเป็นของเรา ? สมควรแล้วหรือ ? พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุว่า เมื่อไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือ
เป็นสุขเล่า ? ภิกษุก็บอกว่าเป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์เป็นอัตตาหรืออนัตตา ?  เมื่อเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นอัตตาหรืออนัตตา  ภิกษุ
บอกว่าเป็นอนัตตา  เมื่อเป็นอนัตตาสมควรแล้วหรือที่ยึดว่าเป็นเราเป็นเขา ?  ยึดไม่ได้   นี่เราพิจารณาอย่างนี้เราจะเห็นตามความเป็นจริง
ไม่ใช่คิด แต่ต้องกำหนดรู้
                        อาจารย์สอนอย่างนี้ก็แยกรูปนามได้  พิจารณาดูเข้าไปในความรู้สึกที่ว่างก็ได้  กำหนดเวทนามีอาการชามีอาการ
เมื่อยก็ได้  อาจารย์ให้กำหนดอาการเวทนา  พอกำหนดสักพักเวทนาก็ว่างหายไป พอสอนจบก็บอกอาจารย์ว่า ช่วยเทศน์สติปัฏฐาน ๔ ให้
ฟังหน่อย   การพิจารณาดูกายในกายดู   ขณะที่เราดูลมหายใจเข้าออก นั่นคือดูกายในกาย  แล้วก็เอาความรู้สึกไปรู้แต่ละส่วนของร่างกาย  
ดูแล้วก็ว่างนั่นแหละการพิจารณากายในกาย   เวทนาในเวทนาก็คือ ให้เอาความรู้สึกที่ว่างไปกำหนดเวทนา  เวทนามีอาการเกิดดับ ๆ หรือ
ค่อย ๆ จางหายไป  แล้วรู้สึกว่างไป ไม่มีตัวตน  เวทนาอยู่ในที่ว่าง ๆ   นั่นแหละ ดูเวทนาในเวทนา  แล้วดูจิตในจิตทำอย่างไร ?  ก็คือ
พิจารณาเข้าไปในจิตที่ว่างรู้สึกอย่างไร ? ยิ่งดูยิ่งว่าง จิตยิ่งผ่องใส ยิ่งเบา ยิ่งโล่ง  นั่นแหละดูจิตในจิต แล้วดูธรรมในธรรมอยู่ตรงไหน ?
สภาวะที่เกิดขึ้นจัดเป็นธรรม  รูปนามอันนี้ก็คือสภาวธรรม  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  นั่นคือสภาวธรรม  คือลักษณะ
ที่เสมอกันแห่งสังขารทั้งปวง  ก็คือ  เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ดูเข้าไปในจิตที่ว่าง ๆ ก็ไม่เที่ยง  นั่น
แหละดูธรรมในธรรม  กายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา
                        เราพิจารณาอย่างนี้พิจารณาเพื่ออะไร ? เพื่อที่จะไม่ให้ยึดติดในอารมณ์ต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า  สภา
วะทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่บนโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงถาวร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป   เมื่อเรารู้ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  จิตเราก็จะคลาย
จากอุปาทาน  ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น  เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ไม่ยึดอย่างบัญญัติแล้ว  ไม่ยึดว่าร่างกายนี้เป็นของเรา  สิ่งต่าง ๆ ที่เรา
เห็นนี้ไม่เป็นของเรา   แม้ใจก็ไม่เป็นของเรา   ถ้าหวังมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องกำหนดรู้   แม้แต่ใจแม้แต่จิตเองก็ไม่เที่ยง   สังเกตดูนะ
ขณะที่เราได้ยินเสียง ๆ มีแล้วดับไปมั้ย ?  วิธีสังเกต ให้เอาจิตเข้าไปในเสียงที่เกิดอยู่ในที่ว่าง  แล้วก็สังเกตดูว่า  ขณะที่จิตกับเสียงอยู่ที่
เดียวกัน  ขณะที่เสียงดับจิตที่อยู่ในเสียงดับไปด้วยหรือเปล่า ?  ขณะที่เสียงเกิดขึ้นก็เอาจิตไปไว้ในเสียง  พอเสียงดับปุ๊บจิตเราดับไปด้วย
หรือเปล่า ?  แต่ละครั้งแต่ละขณะ ถ้าจิตเราอยู่ในเสียงเราจะเห็นว่า พอเสียงดับปุ๊บจิตก็จะมีอาการหมดไปด้วย  จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้น  ดับ
แล้วก็เกิดใหม่  ดับแต่ละครั้งให้ความรู้สึกยังไง ?  ยิ่งดับ จิตยิ่งเบา ยิ่งอิสระมากขึ้น   นั่นคือความไม่เที่ยงของรูป  เพราะฉะนั้น การกำ
หนดอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นขณะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ฟัง พูด คิด หรืออิริยาบถย่อย   ให้สังเกตลักษณะของแต่ละสภาวะที่เกิด
ขึ้นนั้น  เกิดดับในลักษณะอย่างไร ?  ก็คือการพิจารณาอาการพระไตรลักษณ์  พิจารณาความไม่เที่ยง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
                        ขอฝากนิดหนึ่งว่า การพิจารณาก็คือการสังเกตเข้าไป  สังเกตรู้ตามความเป็นจริงไม่ใช่เอามาคิด  ถ้าเอามาคิดเมื่อ
ไหร่ก็จะเป็นตรรกะ เป็นจินตามยปัญญา ไม่ใช่ภาวนามยปัญญา ที่รู้แจ้ง เห็นแจ้ง เห็นตาม รู้ตามความเป็นจริง  เพราะฉะนั้นต้องเอาความ
รู้สึกหรือจิตของเรา เข้าไปในอาการที่เกิดขึ้นขณะนั้น ๆ   ซึ่งเป็นอารมณ์ปัจจุบันจริง ๆ   จึงจะเห็นการเกิดดับของรูปนามได้  ขอฝากเอา
ไว้  นี่คือวิธีกำหนดอารมณ์กำหนดสภาวธรรม ไม่ว่าจะมีอารมณ์ไหนเกิดขึ้นก็ตาม เช่นความกลัว หรือมีความทุกข์เกิดขึ้น ให้ดับทันทีอย่า
ไปกังวลว่าไม่ทันแล้วนะ  ให้เอาความรู้สึกเข้าไปในความกลัวหรือความทุกข์  ความกลัวหรือความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ?  ตั้งอยู่หรือหาย
ไป ?  ต้องสังเกต จริง ๆ แล้วเมื่อเราเข้าไปดูความกลัว ๆ ก็หายไป  ไม่ให้หนีปัญหา  ให้เข้าไปในอารมณ์ที่เกิดขึ้น ต้องสู้ ต้องกำหนด
รู้อาการที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  กำหนดอย่างไม่มีตัวตนความทุกข์ก็จะไม่เกิด
                        วันนี้แสดงธรรมมาก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา   ขอฝากเอาไว้ว่าการปฏิบัติธรรม  ไม่ควรเลือกเวลา   เลือกสถานที่ 
ธรรมที่ได้ขอให้เอาไปใช้ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ ขณะ   ทุกลมหายใจของชีวิต   จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความสุข  ความเจริญ  เกิดความเบา 
ความโล่ง ความโปร่ง ปราศจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง

เทศน์วันออกพรรษา  พ.ศ.๒๕๔๑
( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ  ฐานงฺกโร )

                        ประโยชน์ของการมีสติอยู่กับรูปนาม  เพื่อป้องกันไม่ให้จิตเราเกิดอุปาทาน  ยึดมั่นว่าเป็นเราของเรา   เราเป็นผู้
เห็น  เราเป็นผู้ได้ยิน  เมื่อไม่มีเราเกิดขึ้น เราจะเห็นว่าเสียงที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ในที่ว่าง ๆ  สภาวะต่าง ๆ จะประกาศตัวเองว่าคืออะไร ?   ถ้า
เราอยากดูให้ละเอียดเข้าไปอีก  ให้เอาความรู้สึกที่ดี ๆ เข้าไปที่อารมณ์นั้น  ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เสียงนั้นจะเป็นเสียงที่เรา
ปรารถนาหรือไม่ก็ตาม  เป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม  ให้เราเอาความรู้สึกอ่อนโยน หรือความสุขเข้าไปดู   เราจะเห็นว่าเสียงที่เกิดขึ้นตั้งอยู่
บนความอ่อนโยน ตั้งอยู่บนความสุข   ถึงแม้ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงที่ไม่ดีก็ตาม  เราก็ฟังได้อย่างสบาย ๆ   เพราะไม่มีตัวเราเข้าไปเกี่ยว
ข้อง  การที่เราเข้าไปยึดว่า เสียงนั้นเป็นของคนนั้นเป็นของคนนี้  เราเป็นผู้ได้ยินเสียงนั้น กิเลสก็เกิด  กิเลสอาศัยความเป็นเราเกิด  ซึ่งการ
ที่เราได้ยินในครั้งแรก เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีก็ตามจัดเป็นวิบาก  เมื่อได้ยินแล้วเกิดความรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบขึ้นมา ตรงนี้ เป็นเหตุของกรรม
ใหม่

                        เมื่อไม่มีตัวเราเกิดขึ้น อารมณ์ต่าง ๆ ที่เรารับรู้ จะหยุดอยู่ข้างนอกเข้าไม่ถึงตัว หยุดอยู่ในที่ว่าง ๆ โล่ง ๆ   ยก
ตัวอย่าง ถ้าเราเห็นสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เราเกิดความชอบใจ  ถ้าเราเจอสิ่งที่ไม่ดีก็ เศร้าใจ เสียใจ  แต่ถ้าเราเอาสติหรือความรู้สึก ไปไว้ตรงที่
เห็นทันที   อารมณ์นั้นจะเข้าไม่ถึงตัว  เราจะรู้สึกว่าแค่เห็น  จิตจะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดกิเลส  ถ้าเราเห็นแบบนี้ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น
แต่ถ้ารู้สึกว่าเราเป็นผู้เห็นเราก็ทุกข์

                        ถ้าเรารู้ถึงความเป็นรูปร่าง   เราก็จะเกาะเกี่ยวกับบัญญัติเกาะเกี่ยวกับกิเลส    เพราะบัญญัติเป็นที่อาศัยของกิเลส
ทำให้การปฏิบัติของเราไม่ก้าวหน้า  เพราะการรู้บัญญัตินั้นรู้เมื่อไหร่ ?  ความเป็นรูปร่างกลุ่มก้อนก็เกิดขึ้น  ความเป็นกลุ่มก้อนเป็นของ
หนัก  เราจึงรู้ได้ไว รู้ได้ชัด  ถ้าเราใช้ความว่างที่กว้าง มาคลุมตัวเรา จะเห็นว่าอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการขยับ การเคลื่อน
ไหว ฯลฯ   เราก็สามารถรู้ได้

                        บางครั้งได้รับรสที่เปรี้ยวไป เผ็ดเกินก็ไม่ดี  หวานเกินไปก็ไม่ดี  คนชอบหวาน ๆ  ถ้าหวานก็ดี   ถ้าคนไม่ชอบ
หวาน ๆ ก็ว่าไม่ดี  ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม  ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น  ชอบมากเราก็ทุกข์มาก
ปฏิเสธมากเราก็ทุกข์มาก  ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นอย่างนั้นนั่นเอง  ไม่มีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง รู้ว่ารสนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้อง
ดับไป เราก็ไม่ทุกข์  เพราะไม่มีตัวตน   บางครั้งขณะที่เราทานอาหาร  แล้วรู้สึกว่าไม่มีรสชาติ    ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราไปดูที่อาการเกิด
ดับ  เราไม่ได้ดูที่รสชาติจึงไม่รู้รส  เรารู้แต่อาการเกิดดับของอาการเคี้ยว ของอาการกลืนเท่านั้น
                        ขณะที่ได้กลิ่นดี ๆ หอม ๆ  เราก็ชอบใจ  เจอกลิ่นไม่ดีเราก็ปฏิเสธ   การปฏิเสธหรือการรับเอา   ทำให้เราเกิด
ความทุกข์ได้ทั้งสองอย่าง เพราะมีตัวตน   พอเจอสิ่งที่ดี ๆ  ก็พยายามเข้าไปยึด    เมื่อไม่ได้ตามปรารถนา ตามต้องการของเรา ๆ ก็ทุกข์
เจอสิ่งที่ไม่ชอบใจเราก็ปฏิเสธ  ไม่อยากให้มีกลิ่นนั้นมาใกล้   เมื่อกลิ่นยังมีอยู่เราก็ทุกข์ มีแต่ทุกข์    น้อยคนนักที่จะอยู่ในประเภทรู้แล้ว
เฉย ๆ   เว้นแต่จะมีสติรู้อยู่กับรูปนาม

                        ถ้าเราเข้าไปกำหนดรู้อาการปรมัตถ์ของเสียง  เราก็จะไม่รู้ว่าเสียงที่เกิดขึ้นพูดว่าอะไร ?  เสียงนั้นดีหรือไม่ดี  รู้
แต่ว่าเสียงนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป  ไม่มีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง  อารมณ์ปรมัตถ์ไม่ก่อให้เกิดกิเลส  ถ้าเราอยากฟังรู้เรื่องแบบไม่มีตัว
ตน   จะต้องมีสติเป็นผู้ดู  ให้มีสติอยู่ในรูป  อยู่ในเสียง
                        บางครั้งเราเติมความสุขให้กับตัวเราได้แค่แป๊บเดียว  2  นาที ,  3  นาที , หรือ  5  นาที     แล้วเกิดความรู้
สึกว่า ทำไมตั้งอยู่ได้ไม่นานแป๊บเดียวก็หาย  เพราะเรายังไม่ชำนาญ  ถ้าอยากให้ชำนาญ เราต้องมีความเพียร ขยัน ไม่มีอะไรเลยที่เราทำที
เดียวแล้วสำเร็จได้สมความปรารถนา  ต้องมีความเพียรความขยันทำแล้วทำอีก  วันหนึ่งเราทำได้กี่ครั้ง  วันนี้เราทำได้ 2  ครั้ง พรุ่งนี้ต้อง
3  เพิ่มไปเรื่อย ๆ   เราก็จะอยู่กับความสุขได้นานขึ้น  ใช้ความสุขอันนั้นมาเจริญวิปัสสนา ๆ  มาดูอาการเกิดดับ มาดูความเปลี่ยนแปลง
ของรูปของนาม  ขณะที่เรารู้อยู่กับรูปกับนาม หรือสภาวะความเปลี่ยนแปลง  บางครั้งความคิดการปรุงแต่งก็เกิดขึ้น  ความคิดเกิดจากสัญ
ญากับสังขาร  สังขารเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยสัญญาในอดีตแล้วก็คิดปรุงแต่งไป   จากอดีตสู่ อนาคต กลายเป็นว่าอยู่กับอดีต อนาคต ไม่ได้อยู่
กับปัจจุบัน   บางครั้งก็ไปอยู่ในอดีต บางครั้งก็อยู่กับอนาคต  ปรุงแต่งวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด  บางคนปรุงแต่งมาก ๆ  เกิดความ
รำคาญ เกิดความเบื่อหน่าย เกิดอาการหงุดหงิด คิดมาก  ความคิดนั้นเป็นของเรา ทำไมความคิดจึงมีมาก จำแต่เรื่องที่ไม่ดี คิดแต่เรื่องที่ไม่
ดีมาก ๆ  เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้ เราเข้าไปยึดว่าเป็นเรา เราเป็นคนคิด เราเป็นคนจำ ความจำเป็นของเรา    ความคิดเป็นของเรา  เราก็จะอึด
อัดเกิดความเบื่อหน่าย  เกิดความรำคาญ ปฏิเสธความคิดเหล่านั้น  แต่ถ้าเรามีสติรู้อยู่กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นสัญญา สังขาร  เมื่อ
เกิดขึ้นแล้วให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ก็จะเห็นว่าแม้สัญญาก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
                        ความไม่เที่ยงนั้นดีอย่างไร ?  ความไม่เที่ยงของสัญญานั้นบางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี  อย่างเช่น  เรื่องที่ไม่ดีเมื่อ
ความจำในเรื่องนั้นเกิดเสื่อมไป  เราก็ไม่ต้องไปทุกข์กับเรื่องนั้นอีก  นี่คือความดีของความไม่เที่ยง   ถ้าเรายังจำได้ทุกอย่างทั้งเรื่องที่ดีและ
ไม่ดี  แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์  เราต้องไปรู้ว่าสัญญานั้นไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  การที่จะเห็นอย่างนี้ได้ ต้องมี
สติไปกำหนดรู้อาการที่เกิดขึ้น   ขณะที่มีสติเราจะเห็นว่า  ความจำก็ไม่ได้จำเรื่องเดียวอยู่ตลอดเวลา  สัญญาเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะมีโทษฝ่ายเดียว
อยู่ที่เราจะใช้อยู่ที่เราจะจำ  จะจำอารมณ์ประเภทไหน ?   ถ้าเราจำในสิ่งที่เป็นกุศล ก็จะเป็นคุณกับเราทำให้เรามีความสุข อย่างเราจำวิธีปฏิ
บัติ  จำวิธีเจริญพลัง จำวิธีเพิ่มความสุข วิธีเติมความอ่อนโยนให้กับตัวเอง  ถ้าเราจำได้มาก เราก็ใช้ได้มาก  ก็จะไวต่อการที่จะเจริญความดี
ให้มีกำลังมากขึ้น เราก็จะพบกับความสุข
                        สัญญาเก่าในอดีต ที่เราเคยเห็น เคยได้ยินมานั้น มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยธรรมชาติแล้ว สัญญาไหนที่เราเคยคิดเคย
จำมามากในอดีต  แม้ในขณะที่เราปฏิบัติ  สัญญาที่ดีและไม่ดีเหล่านั้น ก็จะปรากฏให้เราเห็นหรือเข้ามารบกวน ในขณะที่เราปฏิบัติอยู่  ถ้า
สติอ่อนเราก็จะหลงปรุงแต่ง อาศัยอดีตแล้วก็ปรุงแต่งถึงอนาคต ขณะที่คิดนึกปรุงแต่ง สติเราอ่อน  เมื่อสติอ่อนจึงไม่เห็นอาการเกิดดับของ
ความคิด หรือความจำ เมื่อเราคิดปรุงแต่งก็ทำให้เราทุกข์ คิดมากก็ทุกข์มาก ถ้ารู้จักคิดก็ไม่ทุกข์  ถ้าเรามีสติรู้ทันความคิดที่เกิดขึ้นก็ไม่ทุกข์

                        วิธีคิด ให้เอาความคิดมาไว้ข้างหน้า  แล้วดูว่าคิดเรื่องอะไร ?  เราจะเห็นว่าความคิดตั้งอยู่ข้างหน้า มีอาการคิดไป
เรื่อย ๆ แบบเบา ๆ ไม่มีตัวตน แล้วความคิดนั้นก็จะไม่หนัก  จิตเราก็จะเป็นกุศล  ถ้าเป็นอกุศลก็ตั้งอยู่ไม่นาน เพราะสติเกิดขึ้นเร็ว   แต่ถ้า
เรานึก คิดปรุงแต่งอย่างมีตัวตน   ถึงแม้ความคิดนั้นจบไปเราก็ไม่เห็น  บางครั้งเห็นว่าจบเห็นว่าเปลี่ยนแล้ว  แต่เราก็พยายามนึกขึ้นมาใหม่ 
พยายามคิดขึ้นมาใหม่  ความคิดที่เกิดขึ้นส่วนมาก เกิดจากเราคิดซ้ำ ๆ  คิดแล้วคิดอีก  แม้จบไปแล้วเปลี่ยนอารมณ์ใหม่แล้ว   แต่ก็ยังย้อน
กลับไปดูอีกว่ายังอยู่ไหม  ย้อนไปเมื่อไหร่ก็เจอเมื่อนั้น
                        ขณะที่เรากำหนดเวทนาอยู่ แล้วมีสภาวะชัดกว่าเกิดขึ้น เราก็ไปดูสภาวะที่ชัดกว่า ขณะทีเราดูสภาวะอยู่ ก็ยังมีความ
สงสัยว่า เวทนายังมีอยู่หรือเปล่า ?  พอไปดูเวทนาก็เจออีก  เมื่อเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่อย่างนี้ สติและสมาธิของเรา ก็จะอ่อนลง  ให้เลือก
เอาอย่างเดียว อันไหนชัดก็ดูอันนั้นต่อ  ให้ดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?  ถ้าเบาไป อารมณ์อื่นชัดขึ้นมาให้เราดูอารมณ์ที่ชัดต่อไปว่า อา
รมณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นมีการเปลี่ยนอย่างไร ?  มีอาการเกิดดับอย่างไร ?   เรามีหน้าที่กำหนดรู้  ไม่มีหน้าที่ไปบังคับ   เพราะมันเป็นอนัตตา
บังคับบัญชาไม่ได้  รูปก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เวทนาก็เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้  สัญญาก็เป็นอนัตตา  ถ้าเรา
มีสติเข้าไปกำหนดรู้ จะเห็นความเป็นอนัตตาอย่างชัดเจน  เราบังคับมันไม่ได้  สัญญานั้นดับไปเหลือแต่ความรู้สึกที่ว่างเปล่า( อนัตตา ) ไม่
มีตัวตน ไม่มีเราไม่มีเขา มีความรู้สึกว่าเบาสบาย  เมื่อใดที่เรามีอัตตาเกิดขึ้น แม้ความคิดนั้นจะไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ก็ตาม  ก็รู้สึกหนัก
ขึ้นมาทันที

                        เราไปแบกไปยึด  เอาสิ่งภายนอกว่าเป็นเรา คือมีอุปาทาน  เรามีอุปาทานกับสิ่งไหนมาก  เราก็ทุกข์กับสิ่งนั้นมาก
 หนักกับสิ่งนั้นมาก  แม้สิ่งนั้นไม่มีรูปร่างก็ตาม  เพราะมีตัวตนไปยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เรามีสิ่งนั้น  เรามีสิ่งนี้  เพราะไม่เห็นความเป็น
อนัตตา ความว่างเปล่า ของสิ่งนั้น  เมื่อเราไม่เห็นความว่างเปล่า ความไร้แก่นสาร ของสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น  เราจึงเข้าไปยึดมั่น  ถ้าเมื่อ
ไหร่เรามีสติ  เข้าไปรู้ถึงสภาวะ ถึงอาการเกิดดับที่เกิดขึ้น  การที่เราจะเข้าไปยึดในอารมณ์เหล่านั้นก็ไม่เกิดขึ้น  อาการที่เราเข้าไปยึดก็ดับลง
เราก็อยู่กับความว่าง ความเบา เราก็จะพบกับความสุข   ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยอามิสไม่ต้องอาศัยอะไร เป็นความสุขที่บริสุทธิ์  เป็นความ
สุขที่สะอาด  เป็นความสุขที่เกิดจากการ สละ ละ ปล่อยวาง จากรูปนาม จากขันธ์  ชั่วขณะหนึ่ง ๆ

                        เมื่อเราปล่อยวางคลายอุปาทานได้แล้ว  มรรคผลนิพพานก็จะเกิดขึ้น เราก็จะพบกับสันติสุขอย่างแท้จริง   เพราะฉะ
นั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าขันธ์ ๕ เป็นที่อาศัยของความทุกข์    และวิธีดับทุกข์  เราก็ได้ศึกษาตามที่แสดงมานั้น  เราก็พอจะรู้  พอจะเข้าใจถึงการ
ปล่อยวางใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรารู้ทั้งโทษและคุณของสิ่งเหล่านั้นว่า ดี ไม่ดี อย่างไร ? แล้วเราต้องทำอย่างไรจึงจะพบ
กับความสุข  ในขณะที่เรายังมีขันธ์ ๕ อยู่ ? ถ้าเราปฏิบัติเจริญสติอยู่อย่างนี้  เมื่อเราดับรูปนามขันธ์ ๕ อันนี้ไปแล้ว  แล้วเราถึงที่สุดของ
การประพฤติพรหมจรรย์   เราก็ไม่ต้องกลับมารับทุกข์ ที่เกี่ยวกับรูปนามขันธ์ ๕ อันนี้อีกต่อไป
                         วันนี้การแสดงธรรมมาก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา    ขอให้โยคีทุก ๆ คน  จงพบแต่ความสุขความเจริญ   ปรารถนา
สิ่งใดก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนาทุกประการเทอญ


เทศน์วันเข้าพรรษา  พ.ศ.๒๕๔๑
( โดย พระอาจารย์ประเสริฐ  ฐานงฺกโร )

                        การปฏิบัติธรรมนั้น เราต้องอาศัยความศรัทธา   ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญา   ศรัทธามากปัญญาน้อย การ
ปฏิบัติก็ล่าช้า เพราะถ้าเราศรัทธาแล้วไม่มีปัญญา  ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราศรัทธานั้นถูกทางหรือไม่  เป็นไปเพื่อละกิเลสหรือเปล่า ?   อันนี้เรา
ต้องมีปัญญาพิจารณา ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญา ยิ่งมีมากยิ่งดี

                        ศรัทธาเป็นกำลังได้อย่างไร ?  จะเห็นว่าเมื่อเรามีศรัทธา จิตของเราจะมีกำลังผ่องใสขึ้นมาทันที  ความผ่องใส
เป็นเหตุให้สติ สมาธิ ปัญญาเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นในฝ่ายกุศล   ให้เราเอากำลังตัวนี้ไปเจริญสติ   บางครั้งการปฏิบัติติดขัดหาวิธีไม่เจอ   หา
ทางออกไม่ได้  เมื่อเรานึกถึงครูบาอาจารย์ จะปรากฏเป็นมโนภาพ หรือนิมิตขึ้นมาสอนมาชี้แนะเรา  ให้เราปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง   นั่น
เป็นเพราะด้วยอำนาจของสติ  ที่เกิดจากกำลังความศรัทธาในขณะนั้นมีมาก

                        บางครั้งเราปฏิบัติอยู่ดี ๆ  เกิดความสงสัยขึ้นมา   แล้วก็คิดไปเรื่อยปรุงแต่งไปเรื่อย   ขณะปรุงแต่งสติจะอ่อน 
เมื่อสติอ่อน กำลังก็จะถูกตัดไม่ให้กลับสู่สภาพเดิม  กว่าจะเข้าสู่สภาพเดิมหรือให้มีกำลังเท่าเดิมได้  ต้องใช้เวลานาน  เหมือนกับเป็นการ
เริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา  เมื่อเริ่มต้นใหม่กำลังของเราก็จะน้อยลง  ขึ้น ๆ ลง ๆ   ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่กับที่  เหมือนซอยเท้า ยกขึ้นยกลง ยก
ขึ้นยกลง ข้างหน้าก็ไม่ไป ข้างหลังก็ไม่ไป   แต่การปฏิบัติของเรา ยกขึ้นยกลง ยกขึ้นยกลง พอเหนื่อย มันก็ถอย  ไม่เหมือนการซอยเท้า 
ยกขึ้นยกลง ยกขึ้นยกลง พอเหนื่อย ก็หยุดอยู่กับที่   เพราะสภาพจิตของเราพร้อมที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ ไหลลงสู่อกุศล   เพราะฉะนั้นเมื่อมี
ศรัทธาเกิดขึ้น ให้มุ่งเข้าไปในศรัทธานั้น  ยิ่งมุ่งจิตยิ่งมีกำลัง

                        ขณะที่จิตเราเบา ฟู การแสดงออกทางกาย วาจา ก็จะมีมาก  ยิ่งเบา ฟู มากเท่าไหร่ ?  ก็จะยิ่งเตลิดเพลิดเพลิน
กับอารมณ์ต่าง ๆ   เมื่อจิตเราเกิดอาการฟูให้เติมตัวบรรจงเข้าไป  จิตจะค่อย ๆ สงบลง นิ่งและมั่นคงขึ้น  การแสดงออกจะเป็นระเบียบ
ไม่มีอาการเพลิดเพลิน ถ้าจิตเราไม่มีตัวบรรจงมีแต่กำลังอย่างเดียว เผลอสติได้ง่าย  เพราะการแสดงออก จะเป็นตัวบอกถึงสภาพจิตเราว่า 
มีความสงบมั้ย ?    รูปอันนี้จะเป็นตัวประกาศ   การแสดงออกจะเป็นตัวบอกว่า   เรามีธรรมข้อไหนเป็นที่อยู่อาศัย ?   อยู่ด้วยพรหม
วิหาร ?  อยู่ด้วยจิตที่เป็นสุข ?  อยู่ด้วยจิตที่ว่างไม่มีตัวตน ?  ที่พักส่วนตัวของเราให้ดูเข้าไปใต้ลิ้นปี่  จะเป็นบรรยากาศส่วนตัวมีพลัง
ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องปรุงแต่ง  เพียงแต่ให้เราเอาความรู้สึกเข้าไปเท่านั้น  จะพบกับบรรยากาศดี ๆ ที่เป็นฝ่ายกุศล  เราก็จะมีธรรมเป็นที่อยู่
อาศัย

                        ขณะใดที่จิตของเรามีอกุศลเข้าแทรก มีกิเลสเข้าประชุม   เราก็มีอธรรมเป็นที่อยู่อาศัย  อยู่ด้วยความโกรธ  อยู่
ด้วยความหงุดหงิด  อยู่ด้วยความทุกข์ใจ  การแสดงออกต่าง ๆ จะเป็นตัวบอกว่า อาณาจักรของเรากว้างมั้ย ?  จิตเราคับแคบมั้ย ?  ถ้า
เราไม่ศรัทธาในตนเอง ไม่ม
ีความพอใจในตนเอง  จิตขณะนั้นจะเกิดอาการทดท้อ ท้อถอย  ถ้าเรามีความศรัทธาในตนเอง มีความมุ่งมั่น
ศรัทธาในความเพียรของตนเอง ที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน   นึกถึงเมื่อไหร่เราก็มีกำลัง   เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักศรัทธาใน
ความ ดีของตนเอง แม้มีเพียงเล็กน้อยก็ตาม

                        เราสามารถเลือกที่อยู่ให้กับจิตเราได้  จะอยู่อย่างพรหม ?   อยู่อย่างเทวดา ?   หรืออยู่อย่างมนุษย์ ?
                                      -  ถ้าอยากอยู่อย่างพรหม เราต้องมีความเมตตา กรุณา มีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่  อยู่ด้วยจิตที่อ่อน
                                         โยน รู้จักเห็นใจ และให้อภัยผู้อื่น
                                      -  อยู่อย่างเทวดา เราต้องมีความละอายต่อบาป ต่อการกระทำที่ไม่ดี

                                      -  ถ้าอยู่อย่างมนุษย์  ต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์   ไม่เบียดเบียน  ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ดี
                                      -  ถ้าอยู่อย่างนรก ก็ให้เอาแต่ทุกข์ เอาแต่เคียดแค้น  เคียดแค้นคนโน้น เคียดแค้นคนนี้ แล้วเก็บ
                                         สะสมเอาไว้ในใจให้มาก ๆ

                        อริยะชนควรจะอยู่อย่างไร ?  อยู่ในสภาพไหน ?  ควรอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวตน ถึงมีก็ควรให้มีน้อยที่สุด   ถ้า
เราสามารถตัดความรู้สึกว่ามีเรา  เราเป็นนั่น เราเป็นนี่ ออกจากความรู้สึกได้ ความมีตัวตนของเราก็ไม่เกิด  เพราะฉะนั้นต้องพยายามแยก
รูปนามให้ได้  ให้เห็นเป็นคนละส่วน  ตัวตนหมดไปอกุศลเราก็หมดด้วย   ที่เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้ตลอด  เพราะว่าเราไม่มีศรัทธาในตนเอง 
คิดว่าเป็นเรื่องยาก   ความตั้งมั่นในการเจริญสติจึงไม่มั่นคง เดี๋ยวมีเดี๋ยวหมด  เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ  อยู่อย่างนั้นไม่มั่นคง  
โผล่อีกทีหนึ่งก็บิดก็หันไปอีกด้านหนึ่ง  ผลุบเข้าไปก็มองอะไรไม่เห็น โผล่อีกทีก็หันไปอีกด้านหนึ่ง เรียกว่าศรัทธาหัวเต่า

                        ขณะที่สภาพจิตเป็นกุศลก็ศรัทธา   ศรัทธาในการปฏิบัติ ศรัทธาในธรรมะ  แต่พอจิตเป็นอกุศลก็ปรุงแต่ง   จึง
อยู่ในสภาพ เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี  ผลุบ ๆ โผล่ ๆ  เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์  เกิดจากศรัทธาไม่ตั้งมั่น  ที่ไม่ตั้งมั่นเพราะอะไร ?  ศรัทธาไม่ตั้งมั่น
เนื่องจากว่า  เราไม่รู้ว่าจะต้องทำแบบไหน ศรัทธาของเราจึงจะมั่นคง   เมื่อมีความศรัทธาแล้วควรทำอย่างไร ?  ศรัทธาของเราจึงจะตั้ง
มั่น ?  ให้พยายามนึกถึงความดีของตนเองบ่อย ๆ   ยิ่งนึกถึงมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น   ศรัทธาในพระพุทธเจ้าให้เรา
น้อมถึงบ่อย ๆ  ศรัทธาในคำสอนของครูบาอาจารย์ เราก็น้อมถึงบ่อย ๆ  จิตเราก็จะมีกำลังหรือพลัง ขณะที่จิตเรามีพลังศรัทธา   ให้เติม
พลังศรัทธานั้นให้เต็มรูปอันนี้   พลังศรัทธาจะค่อย ๆ มากขึ้น   ช่วยให้ใจเรารูปเรามีกำลังมากขึ้น   ให้เอาความรู้สึกที่มีกำลังนี้มาเจริญ
สติ  ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ การพูด การคิด หรือจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ตาม  ถ้าเราใช้ตัวนี้บ่อย ๆ  กำลังศรัทธาของเราก็จะเพิ่มขึ้น  ตั้ง
มั่นขึ้น และตั้งอยู่ได้นานขึ้น

                        บางครั้งแนะให้ใช้กำลังตัวนั้นตัวนี้เจาะสภาวะ   ให้พลังเป็นตัวรับรู้ทั้งหมด    เมื่อเราใช้พลังอันนั้นเป็นตัวรับรู้  
ลองสังเกตดูนะ เราจะเห็นว่ากำลังของเราไม่เหมือนเดิม จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  กำลังเรามากขึ้นสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็มีความชัดเจนขึ้น
ด้วย   สภาวะยิ่งชัดเจนกำลังก็จะยิ่งมาก ยิ่งเห็นอาการเกิดดับมากขึ้น  แต่ถ้ากำลังของเราไม่มี สภาวะก็จะน้อยลง  พอกำลังน้อยลง ความ
ชัดเจนก็ลดลง  บางครั้งอาจารย์ถามว่า ขณะที่สภาวะชัดเจนกำลังเป็นอย่างไร ?  เราตอบว่าเหมือนเดิม เกิดจากเราไม่ได้สังเกตเราจึงตอบ
ไม่ถูก  ถามว่าขณะที่สภาวะชัดเจนนั้น ความตื่นตัวเป็นอย่างไร ?   เราก็ตอบว่าเหมือนเดิมไม่แตกต่างกัน  เราลองสังเกตดี ๆ  ลองดูนะ
 ความรู้สึกที่รู้ครั้งแรกกับความรู้สึกที่รู้ครั้งหลัง  สภาวะแตกต่างกันมั้ย ?   เป็นจิตดวงเดียวกันหรือเป็นคนละดวง ?   มีความชัดเจนเท่า
กันหรือต่างกัน ?   หนัก เบา เหมือนกันหรือเปล่า ?

                        ขณะที่ฟังเสียงครั้งแรก จิตเรามุ่งแบบธรรมดา พอสภาวะชัดเจนขึ้นมีกำลังมากขึ้น ตัวมุ่งของเราก็ชัดเจนขึ้นมีกำ
ลังมากขึ้นด้วย ยิ่งเราสังเกตมากเท่าไหร่ ? รายละเอียดตรงนี้จะยิ่งมาก  สามารถเล่าสภาวะได้ชัดเจนขึ้นและถูกจุด  การส่งอารมณ์ก็จะไม่
ไขว้เขว สับสน คลุมเครือ หลักเราก็จะไม่เปลี่ยน  บางครั้งให้ไล่สภาวะต่อหน้าอาจารย์เราไล่ได้  พอกลับเข้ามาอีกทีลืม  กลับไปนั่งกลับ
มาเล่าสภาวะอีกทีกลายเป็นอีกอย่าง  เกิดจากเราไม่ได้ยึดหลักเดิมเอาไว้  พออารมณ์จรเข้ามาเราก็ทิ้งหลักเก่า ไปรู้อยู่กับอารมณ์จรทั้งหมด
ไม่อาศัยหลักเดิมไม่ใช้หลักเดิมกำหนด  หลักเดิมในที่นี้ก็คือ กำลังที่ใช้ในการกำหนด แต่ละคนจะให้ไม่เหมือนกัน  ขึ้นอยู่กับสภาวะของ
แต่ละคน  อาจารย์บอกว่า ให้เราใช้กำลังตัวนี้เป็นตัวดูนะ ขณะที่ใช้กำลังตัวนี้เป็นตัวดู พลังจะกว้าง อารมณ์จรเข้ามาก็จะรู้ทันที  แต่ถ้าเรา
ทิ้งหลักเดิมคือกำลัง แล้วไปดูอารมณ์จรว่าเป็นอย่างไร ?  ตรงนี้แหละ  แทนที่เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง  เห็นความแตกต่างของกำลัง
เราก็ไม่เห็น  เราไปเห็นอย่างอื่นเห็นแต่รูปไม่เห็นนาม

                        เมื่อจิตมีกำลังมากขึ้นเราก็รู้ว่ากำลังมากขึ้น แต่ความรู้สึกกับกำลังกลายเป็นคนละส่วน  เมื่อเป็นคนละส่วน  การ
ปฏิบัติจึงช้า  พออารมณ์ใหม่เกิดขึ้นมาเอาความรู้สึกไปดู ทิ้งกำลังไว้ข้างหลัง ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ?    ก็เพราะว่าความรู้สึกกับพลังอัน
นั้นไม่ได้กลืนเป็นอันเดียวกัน จะต้องให้ความรู้สึกกับพลังกลืนเป็นอันเดียวกัน สภาวะต่าง ๆ จึงจะชัดเจน  จะไม่มีอาการอ่อนกำลัง  หรือ
ขาดสติ  เพราะยิ่งดูก็ยิ่งมีความตื่นตัว  ขณะที่จิตมีความตื่นตัว นั่นแหละจิตเรามีกำลังแล้ว  แต่ถ้าเรายิ่งดูแล้วยิ่งเคลิ้ม  ยิ่งเพลิดเพลินกับอา
รมณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่นานหรอกไม่เกิน  30  นาที  เดี๋ยวก็หลับ เดี๋ยวก็เผลอ ลงมือปฏิบัติใหม่ ๆ  จิตเราก็มีกำลัง   พอปฏิบัติไปหมดกำลัง  
เพราะเราไม่ได้ดูกำลังเราดูที่สภาวะอย่างเดียว  สภาวะกับกำลังจะต้องรู้พร้อมกันตลอดเวลา พระไตรลักษณ์จึงจะชัดเจน ยิ่งดูมากเท่าไหร่ ?
การปฏิบัติของเราก็จะยิ่งก้าวหน้าเท่านั้น

                        เวลาเล่าอารมณ์   เราบอกว่าเห็นตลอด  มีอาการเกิดดับชัดเจนขึ้น ๆ   แล้วตัวมุ่งมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ?  
ตรงนี้ ถ้าเรารู้กว้างมีตัวสังเกต เราจะเห็นทันทีว่าเปลี่ยนแปลง  แล้วเปลี่ยนอย่างไร ?   อันนี้ต้องหาคำตอบเอาเอง เดี๋ยวอาจารย์เล่าหมดจะ
เอามาเล่าให้อาจารย์ฟังอีก  จับคำพูดของอาจารย์ มาเล่าว่าเป็นอย่างนี้ ๆ   เวลาพูด ๆ ถูกหมดแต่ความรู้สึกเหมือนเดิม  สภาวะก็ยังติดอยู่
ที่เดิม   เราเล่าได้ถูกแต่สภาวะไม่ใช่  สภาวะจะเป็นตัวรับรอง  เพราะฉะนั้นหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญ  บางครั้งที่แนะให้ไปดู  ไม่ได้ดู   พอ
กลับมาส่งอารมณ์อีกที ไม่รู้ไปจับตรงไหนมา  ที่ให้ไปดูหายหมด ที่ให้ดูไม่เล่า
                        เมื่อหลักหายไปแล้ว  จิตจะสะเปะสะปะ   เมื่อไม่อยู่กับหลักสภาวะก็ไม่ชัด   หลักที่ให้ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันหมด
หลักที่ให้จะเป็นฐานรองรับสภาวะขั้นต่อไป  อันนี้บอกวิธีปฏิบัติ วิธีส่งอารมณ์  ถ้าสงสัยก็ถามได้ มีสภาวะอย่างนี้ควรจะทำยังไง ? หรือ
ปฏิบัติยังไง ?   บางครั้งขณะที่เล่าไป  อาจารย์ก็บอก  ตรงนี้ต้องทำอย่างนั้น   เราก็เล่าของเราไป อาจารย์ก็สอนก็แนะไป  พอพูดจบเรา
ก็ถาม ยังไงอาจารย ์?  อุตส่าห์ตอบให้จบพร้อม ๆ กัน  กลับมาย้อนถามแล้วทำยังไง ?  ตรงนี้แหละที่ทำให้ช้า   เพราะเราไม่ได้มุ่งที่จะ
ฟัง มุ่งแต่จะเล่าอย่างเดียว   ความสงสัยจึงมีอยู่เต็ม  บางครั้งสอนเสร็จแล้ว กลับมาอีกทีไปอีกอย่าง  ก็เลยกลายเป็นว่าทำให้เกิดความสับ
สน  หลักไม่ต่อเนื่องการปฏิบัติก็วน  แทนที่จะเดินหน้าไปอย่างสบาย ๆ กลับชะงัก  เพราะไม่ว่าสภาวะไหนเกิดก็กังวลไปหมด เลยทำให้
ช้า
                        วิธีส่งอารมณ์ ให้เราเล่าอาการพระไตรลักษณ์   การเปลี่ยนแปลงของอาการในขณะนั้น  แต่ละอารมณ์แต่ละอา
การต้องเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นอาการของรูปหรือนาม   และที่สำคัญจะต้องจับอาการเกิดดับของนามให้ได้มากที่สุด  การปฏิบัติ
จึงจะก้าวหน้า  ขณะที่จิตเรามุ่งเข้าไปในอารมณ์  จิตมีกำลังหรือเปล่า ?  ถ้าจิตไม่มีกำลังให้เปลี่ยนเป็นรู้กว้าง  จิตจะมีกำลังขึ้นมา  บาง
ครั้งมุ่งดูแต่รูปอย่างเดียว  ขณะที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว จะไม่เห็นนามเปลี่ยน ทำให้ปัญญาเกิดช้า  ขณะที่เราเห็นอาการเกิดดับของนาม
มาก ๆ   ทำให้การปฏิบัติของเราเร็วขึ้น  วิธีนี้เรียกว่ายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา
                        หลักของการยกจิตก็คือ  ดูอาการเกิดดับของนาม ให้เรารู้ถึงการเปลี่ยนแปลง  รู้ทันอาการเกิดดับ  อาการเกิดดับ
ของรูปนามจัดเป็นวิปัสสนา  ให้มุ่งเข้าไปในความเกิดดับ ยิ่งเห็นอาการเกิดดับจิตยิ่งมีกำลัง ยิ่งนิ่ง  ขณะที่จิตเรานิ่งเราจะเห็นนามกับกำลัง
เกิดดับพร้อมกัน ซึ่งเป็นตัวส่งให้เกิดปัญญา ทำให้ปฏิบัติได้ไวขึ้น  กำลังที่เกิดขึ้นจะตั้งมั่นได้ ต้องอาศัยความศรัทธา  ความพอใจ  ความ
เพียร  ยิ่งเรามีศรัทธามากเท่าไหร่ ?  เราก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น ความเพียรที่มีอยู่แล้วจะยิ่งมีมากขึ้น  ปัญญาก็เกิดได้ง่าย
                        ขณะปฏิบัติเราต้องรู้ว่า อารมณ์ไหนควรกำหนด อารมณ์ไหนไม่ควรกำหนด  บางครั้งเราพยายามที่จะไปกำหนด
อารมณ์ที่ไม่ชัดเจน อารมณ์ที่ชัดเจนเรากลับไม่กำหนด พยายามที่จะทิ้งเพราะไม่ชอบ ตรงนี้ไม่ถูก ขณะที่เราดูสภาวะแล้วมีอาการเบาลง ๆ
อารมณ์ใหม่ปรากฏขึ้นมาชัดเจนกว่า   แทนที่จะไปกำหนดอารมณ์ใหม่   เรากลับไปยึดติดอยู่กับอารมณ์เก่า  อารมณ์ไหนชัดเจน  ให้เรา
เปลี่ยนไปกำหนดอารมณ์นั้น  ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้อง  อย่าบังคับจิตของเราให้เลือกอารมณ์   ขณะที่อารมณ์ปรากฏ   จิตที่ทำหน้าที่รู้ได้เกิด
ขึ้นแล้ว  จึงไม่ควรเลือกว่าดีหรือไม่ดี  เพราะขณะที่อารมณ์เกิดขึ้น  จิตที่ทำหน้าที่รู้ก็ปรากฏพร้อมกันทันที  ถ้าเราสังเกตแบบนี้ อารมณ์
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่สับสน  อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นทีเดียวหลาย ๆ อัน หลาย ๆ  อารมณ์  แต่ละอารมณ์ที่เกิดขึ้น มีแล้วแวบหาย
แวบหาย  อันนี้ต้องตามให้ทัน
                        ถ้าอารมณ์ใหม่หมดไป  อารมณ์เก่ายังมีอยู่  ให้เรากลับมาดูอารมณ์เก่าว่ามีอาการอย่างไร ?   ไม่ใช่ว่าอันนี้ยัง
อยู่อันใหม่ยังไม่เกิด เราก็มุ่งไปหาอารมณ์ใหม่ เพราะเราไม่ชอบอารมณ์เก่า  ขณะที่เราหาอารมณ์สติจะอ่อน กำลังจะดึง ๆ รั้ง ๆ เดี๋ยวก็
ไป เดี๋ยวก็กลับ ไปกลับ ไปกลับเป็นสองอารมณ์  สติก็ไม่มั่นคง  จิตก็ไม่มั่นคง   ความสับสน  ความเครียด  ความหงุดหงิด  ก็จะเกิด
ขึ้น  แต่ถ้าเราไม่เลือกอารมณ์  จิตเราจะเป็นหนึ่งเหลือเพียงอารมณ์เดียว  ให้เราใช้วิธีนี้กำหนด  ปัญญาจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา
                        วันนี้ที่เทศน์มาก็พอสมควรแก่เวลา  ที่พูดมาทั้งหมดสรุปก็คือต้องมีศรัทธาตั้งมั่น  เพราะศรัทธาเป็นที่มาของสติ