mtt4.com mtt4.com
สำหรับผู้มีธรรม-แสวงหาธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่อเช็คข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

พระอาจารย์เทศน์วันออกพรรษา ๒๕๕๓

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    mtt4.com -> แสดงธรรมปี 53
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
ติ๊ด



เข้าร่วม: 06 Oct 2010
ตอบ: 205

ตอบตอบเมื่อ: Mon Jan 09, 2012 10:12 am    เรื่อง: พระอาจารย์เทศน์วันออกพรรษา ๒๕๕๓ ตอบโดยอ้างข้อความ

พระอาจารย์เทศน์วันออกพรรษา ๒๕๕๓


ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์
ขอแสดงความเคารพต่อท่านแม่ครูผู้ประสาทวิชามา ณ โอกาสนี้ด้วย
ก็ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยม โยคี ทุก ๆ คน

แป๊บเดียวออกพรรษาแล้ว เวลาผ่านไปเร็ว เข้าพรรษาแป๊บเดียว ๓ เดือนผ่านไป วัยของเราก็ผ่านไปด้วย เขาเรียก “ไว ไว ไว” ไม่ได้ช้าสักทีหนึ่ง แป๊บเดียว.. แป๊บเดียว..ก็แก่แล้ว ไปไว จนบางทีเรารู้สึกว่าร่างกายมันไปไว แต่ใจมันยังไม่อยากไป ใจไม่ยอมไปตาม ใจก็เลยยังเป็นหนุ่มอยู่ตลอด สังเกตดูใจเรา ไม่มีใครใจแก่เลย เพราะธรรมชาติของใจ หรือธรรมชาติของจิต มีลักษณะผุดเกิดขึ้น แล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ เราก็อยู่กับชีวิตใหม่ อยู่กับชีวิตใหม่ที่มีความหนุ่มตลอดเวลา เหมือนเทวดาที่ผุดเกิดขึ้น ก็เป็นหนุ่มเลยไม่มีแก่ พอถึงเวลาหมดบุญ ก็ลงมาจุติ แล้วก็ไปจุติที่ใหม่ ไปเกิดที่ใหม่ เหมือนจิตของเรา สังเกตดู

การเกิดดับของจิตเรา วิถีจิตของเรา เดี๋ยวไปเกิดที่นั่น เดี๋ยวโผล่ไปเกิดที่นี่ ไปเกิดอยู่ที่บ้านบ้าง เกิดที่งานบ้าง เกิดอยู่ที่ตัวบ้าง เกิดอยู่สารพัดที่ มีอยู่อย่างหนึ่ง ไม่มีแก่ เพราะเกิดดับ คนที่ไปเกิดเป็นเทวดา ก็ผุดเกิดขึ้น พอตายแล้ว ก็ผุดไปเกิดเป็นเทวดาเลย บนสวรรค์เลย ก็จะไม่แก่ เกิดเป็นมนุษย์ “แก่” “เสื่อม” ร่างกายเสื่อมไว เปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ ขณะ ทุก ๆ เวลา มีการเสื่อมสลายไปทุก ๆ ขณะ ตลอดเวลา แล้วทำยังไง?

เราต้องยอมรับเขาแล้ว รับให้ได้ แก่ก็แก่สิร่างกาย ใจเราไม่แก่เป็นพอ ใจเราไม่แก่ ใจเราจะมีพลังตลอดเวลา ไม่เหนื่อย มีความสดชื่น มีความเบิกบาน แต่ร่างกายกับใจก็จะมีส่วนหนึ่งที่อาศัยกัน บางคนใจแก่กว่าตัว ก็คือไม่เข้มแข็ง ไม่แข็งแรง ใจเหมือนคนแก่ หดหู่ ห่อเหี่ยว ไม่เบิกบาน ไม่แจ่มใส เดี๋ยวกายก็แก่ตาม เห็นไหม..คนเรามีความทุกข์ ทุกข์มาก ๆ ใจทุกข์มาก ร่างกายก็พลอยเสื่อม ห่อเหี่ยวไปด้วย แต่ถ้าใจเราเบิกบาน ใจเราผ่องใส เห็นไหม.. จิตใจเราผ่องใส หน้าตาเราก็ผ่องใสด้วย ใจยังเป็นหนุ่ม หน้าตาก็แก่ช้า แต่ถ้าใจเราแก่นะ ไวมาก ๆ เลย

วิธีทำใจเราให้เป็นหนุ่ม ไม่แก่เร็ว ไม่ทุกข์กับมัน ต้องรู้ถึงอาการเกิดดับของรูปนามบ่อย ๆ หรือไม่อย่างที่พวกเราทั้งหลายดูชีวิตใหม่ของเราเอง เกิดใหม่ ชีวิตขณะเล็กเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นชีวิตใหม่อยู่ตลอดเวลา ชีวิตใหม่เกิดมา รูปนามดวงใหม่เกิดขึ้น รูปนามดวงใหม่เกิดขึ้น จิตดวงใหม่เกิดขึ้น รู้สึกอย่างไร? จิตเกิดใหม่ยิ่งใส ยิ่งผ่องใส ยิ่งสว่าง ยิ่งเบิกบาน ถ้าเราเห็นนะ.. เห็นการเกิดดับของจิตเรา เราจะเห็นว่า จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีแต่ความตื่นตัว มีความใส เป็นชีวิตใหม่อยู่ตลอดเวลา สดชื่นตลอดเวลา ถ้าใครทำได้นะ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้อง.. อันนี้ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้ปัญญา จริง ๆ แล้วนี่คือธรรมชาติของรูปนาม ของกายของจิต เขาเกิดดับตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น ถ้าเราพิจารณารู้ถึงความเป็นชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ เป็นจิตดวงใหม่อยู่เนือง ๆ อยู่บ่อย ๆ อยู่ทุกขณะจิตเรา ลองดูชีวิตจะเป็นอย่างไร? สภาพจิตใจเราจะเป็นอย่างไร? มันจะส่งผลต่อร่างกายเราอย่างไร? จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้น จิตที่มีกำลังมากขึ้น ส่งผลต่อรูปเราอย่างไร? ทำให้รูปเราดีขึ้นด้วยไหม? สดชื่นขึ้นด้วยไหม? ขณะใหญ่ก็คือการรู้จักดับอารมณ์ สลัดอารมณ์ สลัดอารมณ์เก่า ๆ หมดไป ให้อยู่กับชีวิตใหม่ ยกจิตขึ้นใหม่ ทำจิตใหม่ มีอะไรที่เผลอไป ก็เผลอไป ปล่อยไป รู้ตัวขึ้นมาก็ยกจิตใหม่ ทำจิตของตนให้มีพลัง เป็นการดูจิตอยู่เสมอ ๆ เรียกว่า "ดูจิตอยู่เนือง ๆ" ตามรู้จิตของตน เป็นการดูจิตในจิต ตามรู้จิต

อย่างพวกเราฝึกเจริญกรรมฐาน นอกจากการกำหนดรู้อาการเกิดดับของรูปนาม ของกายของใจ ธรรมดาตามสภาวญาณแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควบคู่กันไปก็คือดูสภาพจิต ดูสภาพจิตของเราว่าเป็นอย่างไร มีพลัง? ไม่มีพลัง? รู้สึกมีความผ่องใส มีความเบิกบาน หรือหดหู่ ห่อเหี่ยว? รู้อย่างไร เห็นอย่างไร อะไรเกิดขึ้นมาก็รู้ชัด

ที่จริงเราปฏิบัติได้ตลอด ถ้าเราปฏิบัติได้ มีธรรมะ มีสภาวธรรม มีความเพียร ธรรมะก็ก้าวหน้า เวลาเรามาปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมมีเป้าหมาย ตั้งใจ มีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วจะทำให้การปฏิบัติธรรมของเราต่อเนื่อง มีเป้าหมายชัดเจนที่จะทำให้สิ้นสุดอาสวกิเลส เพื่อที่สุดแห่งกองทุกข์ อย่างที่บอกแล้ว.. เมื่อทำก็ต้องตั้งใจจริง ๆ “ตั้งใจจริง ๆ ” ทำบ้างไม่ทำบ้าง เราก็ได้เท่ากับทำบ้างไม่ทำบ้าง

ได้ธรรมะแล้ว สิ่งหนึ่งก็ต้องพิจารณามากขึ้น "การกระทำของเรา" ได้ธรรมะแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ เราก็ต้องพิจารณาว่าเป็นไปอย่างไร ด้วยกาย วาจา ใจ ของเรา เป็นไปเพื่ออะไร มีเหตุมีผล มีธรรมะ คนมีธรรมะก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ ๆ คนเห็นก็รู้สึกร่มเย็น เห็นต้นไม้ใหญ่ ๆ เหมือนต้นไทร ใครเห็นก็รู้สึกสบายใจ คนก็อยากเข้าใกล้ เข้าไปใต้ร่มไม้รู้สึกมีความเย็น ความสบายใจ ถ้ามีธรรมะ มีเมตตา ธรรมชาติของต้นไม้.. ต้นไม้ใหญ่ ๆ จะดูร่มรื่น งดงาม ดูร่มเย็นดี แต่ถึงแม้ต้นไม้จะใหญ่ร่มรื่นยังไง ก็ต้องตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งให้มันงดงาม ให้เป็นระเบียบ ให้ดูแล้วปลอดภัย

ต้นไม้ใหญ่ ๆ ถึงแม้มีร่มเงาดี แต่ถ้าไม่มีคนดูแล ไม่คอยตัดกิ่ง ให้ดูสะอาด ให้ดูเรียบร้อย บางทีก็รู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น เรามีธรรมะ ปฏิบัติธรรม ก็ต้องดู กิ่งไหนที่มันยาวเกินไป ก็ต้องตัดมันออก เกะกะ ดูแล้วไม่สบายตา ตัดแต่งไปเรื่อย ดูให้งดงาม เห็นแล้วน่าเข้าไปอยู่อาศัย เข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ ต้นไม้ใหญ่ ๆ จะให้น่าเข้าไปอาศัย ถ้าแต่งให้งดงาม เราก็ยังอาศัยเป็นที่ปฏิบัติธรรม ที่พักผ่อนหย่อนใจได้ ดูแล้วรู้สึกสบายใจ เห็นแล้วมีความสุข แค่เห็นก็สดชื่นแล้ว

เพราะฉะนั้นเราได้ธรรมะ สิ่งหนึ่งที่ต้องดู ก็คือกิ่งก้านสาขา กิ่งไหนยาวเกินไป เราก็ตัดออก กิ่งไหนสั้นเกินไป รก เราก็ตัดออก ตัดแต่งให้ดูงดงาม ให้ดูดี เห็นแล้วงดงาม เหมือนต้นไม้ ตัวเราก็เหมือนกัน ปฏิบัติธรรม สิ่งไหนที่ควรตัดก็ตัดไป สิ่งไหนที่ควรรักษาให้งดงามเอาไว้ก็รักษาไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะก็ตาม มันอยู่ที่ศรัทธาขณะนั้น ๆ ให้เราพิจารณา

มาปฏิบัติสักนิดหนึ่ง ใช้วิธีปฏิบัติธรรม นั่งปฏิบัติ ยกจิตขึ้นสู่ความว่าง เจริญพลัง จำได้ไหมวิธีรับพลัง? จำได้กันนะ วันนี้อาจจะมีโอกาสที่ได้พูดรวมกัน ก่อนที่เราจะเดินทางไปอินเดีย บางคนถามว่าเมื่อไปถึงอินเดียแล้ว จะทำใจอย่างไร จะตั้งจิตอย่างไร “จะตั้งจิตอย่างไร” อันนี้แล้วแต่นะใครจะตั้งจิตอย่างไร เพราะการตั้งจิตเป็นเรื่องอิสระเฉพาะตัว ไม่อยากให้ตั้งจิตตาม ๆ กัน อาจารย์ตั้งจิตอย่างหนึ่ง พวกเราตั้งจิตอีกอย่างหนึ่ง..ใช่ไหม? แล้วแต่ อิสระ เหมือนพระพุทธเจ้า แล้วแต่ใครปรารถนาสิ่งใด ก็ให้ตั้งจิตปรารถนาเอา บางคนปรารถนาจะเกิดอีกหลาย ๆ ชาติ ก็ตั้งจิตเอา ถ้าเกิดปรารถนาจะหลุดพ้น ก็ตั้งจิตเอา

แต่การตั้งจิตนี่ “ทำอย่างไรจิตเราถึงจะมีพลัง ?” การตั้งจิตในขณะที่จิตเรามีพลัง จะสัมฤทธิ์ผลเร็ว เพราะฉะนั้น เวลาไปถึงสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ หรือที่ปรินิพพานก็ตาม ต้องทำใจให้ว่าง ลองดูนะ.. ยกจิตขึ้นสู่ความว่าง สมมติว่าองค์พระประธานคือพระพุทธเจ้า การที่เราจะรับพลังให้ได้มากที่สุด ให้ความรู้สึกเรากว้างกว่า ทำภาชนะของเราให้กว้าง “ทำภาชนะของเราให้กว้าง” กว้างกว่าอะไร ? กว้างกว่าพระประธาน บนรัศมีพระประธาน ดูแล้วรัศมีของพระประธานกว้างเท่ากับห้องเลย รัศมีนะ พลัง ให้ความรู้สึกเรากว้างเท่านี้ แล้วก็รับเข้ามาที่ตัว ลองดูว่ารู้สึกอย่างไร ?

บอกวิธีรับพลังเอาไว้ พอไปถึงโน่น อาจจะไม่ได้พูด อาจจะไม่ได้บอก เพราะให้ไกด์เขาเป็นผู้บรรยายให้ความรู้ ว่าตรงไหนเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ลองดู รับพลังเข้ามาเต็ม ๆ เข้ามาถึงรูปเราให้เต็ม การรับพลัง จะให้พลังตั้งอยู่ได้นาน ให้รูปเป็นฉาก "เข้ามาที่รูป แล้วให้รูปเป็นฉาก"

ความพิสดารของจิตเรา จิตเราเป็นเหมือนภาชนะที่รองรับ ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี แต่เราเลือกที่จะรับสิ่งที่ดี สังเกตไหม..เวลาเราเกิดความทุกข์ ความไม่สบายใจ ใครเป็นผู้รับ ? ก็คือจิตเรานั่นแหละเป็นผู้รับ ความรู้สึกดี ๆ พลังธรรมชาติ หรือพลังพลานุภาพของพระพุทธเจ้า เราน้อมอย่างนี้ รู้สึกว่าต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ต่อสถานที่นั้นก็เหมือนกัน เราก็ไปนั่งหรือยืนสงบ น้อมรับพลัง ผู้ที่ฝึกพลัง น้อมรับพลังเข้ามาให้เต็ม.. เต็ม.. เต็มที่รูป รู้รสชาติของพลัง รับรู้ถึงรสชาติของพลังอันนั้น แล้วก็ให้ความรู้สึกกลืนเป็นอันเดียวกันกับพลังนั้น ดูที่ความรู้สึก ให้กลืนเป็นอันเดียวกันกับพลัง สังเกตดูว่าเมื่อความรู้สึกกับพลังเป็นอันเดียวกันแล้ว ให้ความรู้สึกเป็นอย่างไร ?

ถ้าน้อมรับพลังไม่เป็น ไม่เป็นไร ให้นั่ง ทำใจให้สงบ นิ่ง ๆ ดูลมหายใจ ดูการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ ดูจิตของตัวเอง ดูที่ความสงบ เพราะการดูจิต ดูลมหายใจ จะทำให้จิตเรามีสมาธิ เมื่อจิตเรามีสมาธิมากขึ้น ก็จะมีพลังขึ้น

ดังนั้นเมื่อจิตเรามีพลัง เวลาเราอธิษฐานจิตถึงเป้าหมายในชีวิตของเรา ก็ให้อธิษฐานอยู่ในพลังอันนั้น อธิษฐานด้วยจิตที่มีพลัง มีความชัดเจน จะทำให้ส่งผลเร็ว พลังหนาแน่นมากขึ้น ชัดเจนขึ้น ก็ให้ล้นจากตัว จนล้นออกไป ล้นถึงไหนก็ได้ เท่าที่เรารู้สึกว่าพลังเราเต็ม จิตเรามีพลังมากจนมันล้นออกไป กว้างกว่าศาลา หรือกว้างออกไปไม่มีขอบเขต ถึงอย่างไรก็ตาม จะกว้างแค่ไหนก็ตาม จะต้องรู้ชัดถึงความเต็ม ความหนาแน่นของพลัง และรู้ที่รูปเรามีความเต็มไปด้วยพลัง ถึงแม้ที่รูปจะไม่มีรูปร่างของรูป แต่ก็รู้ว่าตำแหน่งของรูปอยู่ตรงไหน ก็ให้เต็มไปด้วยพลัง บางคนถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าพลังเราเต็ม หรือไม่เต็ม ?

การที่เราจะรู้ชัดถึงว่าพลังเต็มหรือไม่เต็มมี ๒ ส่วน หนึ่ง.. เต็มในความรู้สึก ชัดในความรู้สึกเรา คือในใจของเราว่ารู้สึกอิ่ม รู้สึกเต็ม รู้สึกหนาแน่น อีกจุดหนึ่งที่รู้ได้ชัดก็คือบริเวณหทยวัตถุ ตรงนั้นเราจะรู้สึกว่าเต็ม หรือไม่เต็ม ถ้าไม่เต็มก็จะรู้สึกกลวง ๆ โล่ง ๆ ว่าง ๆ อยู่ ถ้ารู้สึกเต็ม มันก็จะรู้สึกหนาแน่น เต็มไปด้วยพลัง ก็ส่งผลต่อ ทำให้จิตเรารู้สึกอิ่ม มีพลัง ฉะนั้น การเพิ่มพลังให้หนาแน่นมากขึ้น จึงดูที่ความรู้สึก จะชัดเจนคือที่รูปของเรา ตรงบริเวณหทยวัตถุ จากบริเวณหทยวัตถุก็กระจายออกไป ขยายออกไปจนเป็นทั้งตัว ตัวทั้งหมดเต็มไปด้วยพลัง ซึ่งเราสามารถรู้สึกได้

เมื่อความรู้สึกกลืนเข้าไปในพลัง ก็ต้องดูว่า เมื่อกลืนเข้าไปในพลังแล้วรู้สึกอย่างไร ? ตรงนี้ เราจะรู้ถึงผลของความรู้สึก หรือจิตเราว่าเป็นอย่างไร ? มีพลังมากขึ้นไหม ? มากขึ้นอย่างไร ? เปลี่ยนไปอย่างไร ? ยิ่งเข้าไป ก็ยิ่งต้องดูที่ความรู้สึก จับที่ความรู้สึก การเจริญพลัง/รับพลัง จนรู้สึกว่าเต็ม จนไม่มีการเปลี่ยนแปลง พลังนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น ถ้าเข้าไปในความสงบ ก็จนความสงบนั้นหยุดนิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าเข้าไปในความสุข ก็จนความสุขนั้นเต็มหมด เต็มไปหมดทั้งรูป ทั้งนาม ทั้งรอบตัว แล้วก็ความสุขนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขยายไม่ได้ ตรงนั้นจึงเรียกว่า “เต็มแล้ว” เต็มในระดับของเรา แต่เราต้องรู้ชัด

ให้รู้ชัด ลองสังเกตดี ๆ เข้าไป.. ความรู้สึกกลืนเป็นอันเดียวกับพลัง ลองดูนะ ต่อไปเมื่อกลืนเป็นอันเดียวกันกับพลัง จะให้พลังหนาแน่นขึ้น ให้ความรู้สึกที่มีพลังนั่นแหละหยุดนิ่ง ลองดูนะ ให้ความรู้สึกที่มีพลังนั้นหยุดนิ่ง “ให้นิ่ง” ให้เป็นความนิ่งที่กว้างเท่ากับพลัง ความรู้สึกกับพลังกลืนเป็นอันเดียวกัน ความรู้สึกเรากว้างแค่ไหน พลังกว้างแค่ไหน ก็ให้ความรู้สึกหรือความรู้สึกที่มีพลังนั่นแหละหยุดนิ่ง นิ่งแบบกว้าง แล้วดูว่าข้างในความรู้สึกมีพลังหนาแน่นมากขึ้นหรือไม่ นี่คือวิธีพิจารณา วิธีสังเกต

ถ้าเรารู้แค่ว่านิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่มีเจตนาที่จะไปรู้ว่ามีพลังหรือไม่มีพลัง ก็จะเป็นแค่รู้สึกนิ่ง ๆ ก็จะกลายเป็นความนิ่งที่แคบลง จะให้พลังมากขึ้น ความนิ่งก็ต้องกว้าง ความรู้สึกที่นิ่งก็ให้กว้าง พอกว้างออกไปก็หยุดนิ่ง กว้างออกไปก็หยุดนิ่ง นิ่งแต่ละขณะแต่ละครั้ง ถ้านิ่งแล้วจนรู้สึกว่าพลังเต็มรูป เต็มทั้งบรรยากาศ เต็มทั้งความรู้สึกที่กว้างนั้น แล้วค่อยขยายออกไป

เมื่อมีพลังแล้ว ถามว่าเอาพลังไปใช้อะไร เราต้องมีเป้าหมาย ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าผู้ที่ยังต้องแสวงหาทางหลุดพ้น ต้องบำเพ็ญเพียร ก็เอาความรู้สึกที่มีพลังนี่แหละมาเจริญวิปัสสนา รู้อาการเกิดดับของรูปนาม นอกจากนั้น แล้วแต่.. แล้วแต่ว่าจะไปใช้ยังไง ใช้ในสิ่งที่ดี ๆ ใช้ในทางที่ดี เพราะฉะนั้น การที่เราจะรับพลัง หรือน้อมพลังได้มากที่สุดก็อยู่ที่ภาชนะ หรือจิตของเราจะกว้างแค่ไหน จะใหญ่แค่ไหน จะรับได้มากแค่ไหนก็อยู่ที่จิตของเรา อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้น รู้วิธีการรับพลัง จะได้พอถึงเวลาไปที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ส่วนมากเราลองไปดูนะ สังเกตบรรยากาศที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พลังตรงนั้น จะมีพลังที่ทำให้เรามีปัญญา เกิดปัญญา เข้าใจในธรรม

ก่อนที่จะลุกกัน ให้เราแผ่เมตตาสักหน่อยหนึ่ง เจริญพลังแล้ว แผ่เมตตาสัก ๓ นาที แผ่เมตตา แผ่ความสุขหน่อย ไหน ๆ ก็เจริญพลังแล้ว ๓ นาที อย่างเมื่อเช้าตอนที่เราแผ่เมตตากัน รู้สึกบรรยากาศดีมาก ๆ เลย แต่ละคนก็แผ่พลังความบริสุทธิ์ มีความปรารถนาดี มีความอ่อนโยน มีความละเอียดอ่อน ลองดูตอนนี้เราจะแผ่พลังตรงนี้ ความบริสุทธิ์ ความละเอียดอ่อน ไปให้กับเทวดา ให้กับพ่อแม่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย.. ให้นั่งแผ่เมตตาสัก ๓ นาที

วันนี้ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ ก็ขออานิสงส์บุญกุศลที่เราได้ทำ ขออานิสงส์บุญกุศลนั้นจงอำนวยผลให้เราทุกคนจงประสบแต่ความสุขความเจริญ ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สมหวัง สมหวัง สมความปรารถนาทุกคนเทอญ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    mtt4.com -> แสดงธรรมปี 53 ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group